"พูดติดอ่าง" ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม - ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ 

0-2681-3840-4

เขียนโดย Super User


           “การพูดติดอ่าง” เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับความคล่องแคล่วและจังหวะในการพูด ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนๆ หนึ่งตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ เช่น ถูกล้อเลียน ทำให้ขาดความมั่นใจในการสื่อสาร กลายเป็นเด็กเงียบ แยกตัว อาย เป็นปมด้อยและใช้ท่าทางแทนการพูด

           การพูดติดอ่างสามารถพบได้ทุกวัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในเด็กอายุระหว่าง 2-6 ปี พบ 5% และเด็กชายเป็นมากกว่าเด็กหญิง 3-4 เท่า ซึ่งลักษณะการพูดไม่คล่องของเด็กหญิง 3-4 เท่า ซึ่งลักษณะการพูดไม่คล่องของเด็กในวัยนี้เป็นการพูดไม่คล่องแบบ normal dysfluency เป็นช่วงที่เด็กกำลังพัฒนาภาษาและการพูด การพูดติดอ่างในช่วงนี้จะเป็นแบบชั่วคราวและหายเองได้ใน 6 เดือน

           สาเหตุ
           ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดของการพูดติดอ่าง แต่มีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพูดติดอ่าง ได้แก่

           - พันธุกรรม เด็กมากกว่า 70% ที่พูดติดอ่าง จะมีสมาชิกในครอบครัวเคยพูดติดอ่างมาก่อน
           - ปัจจัยทางระบบประสาทและสมอง สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว รวมถึงบริเวณที่ชื่อ Wernicke’s area ทำงานมากกว่าปกติ หรือในเด็กที่ได้รับการบาดเจ็บของสมอง ทำให้อวัยวะที่เกี่ยวกับการพูดขาดการประสานงานกัน หรือมีระดับของการสื่อประสาทที่ชื่อว่า dopamine มากกว่าคนปกติ
           - ปัจจัยด้านอารมณ์และจิตใจ นั่นคือ เด็กมีความเครียดหรือวิตกกังวล เช่น ย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน เป็นต้น
           - ปัจจัยทางด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ เด็กอาจถูกผู้ใหญ่เร่งรัดให้พูดเร็วเกินกว่าความพร้อมทางภาษาของเด็กหรือการเรียนรู้ที่ผิด
           - ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องของครอบครัว เช่น ดุด่าเมื่อเด็กพูดไม่คล่อง ทำให้เด็กไม่กล้าพูด

           อาการ 
           คนที่พูดติดอ่างจะมีอาการพูดไม่ทันความคิด พูดตะกุกตะกัก พูดไม่คล่อง ขาดความต่อเนื่องในการพูด มีการพูดซ้ำๆ มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นพู
@การพูดซ้ำ เช่น

           - พูดซ้ำเสียง เช่น “ป-ป-ป-ปาก”
           - พูดซ้ำพยางค์ เช่น “แตง-แตง-แตง-แตงโม”
           - พูดซ้ำคำ เช่น “พ่อ-พ่อ-พ่อ-ขอตังค์หน่อย”
           - พูดซ้ำวลี เช่น “ไปกิน-ไปกิน-ไปกิน-ไปกินข้าว”
           - พูดซ้ำประโยค เช่น “เสือวิ่ง-เสือวิ่ง-เสือวิ่งมา”

           @ การพูดลากเสียง เช่น “ส____________หวัดดีครับ”
           @ หยุดพูดหรือพูดไม่ออกเป็นบางช่วง เช่น “ไป______บ้านยาย”
           @ มีคำ “เอ้อ” “อ้า” แทรก
           @ มีการตอบสนองต่อคำถามช้าหรือมีการลังเลที่จะพูด ผู้ที่พูดติดอ่างบางรายจะมีพฤติกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หัวใจเต้นเร็ว, หายใจลำบาก, เหงื่อออกมาก, แกว่งแขน, กะพริบตาถี่ๆ ไม่สบตาคู่สนทนา
           @ อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีความคับข้องใจ กลัว กังวล หรือมีความเครียด เมื่อต้องพูดต่อหน้าคนหมู่มาก หรือพูดโทรศัพท์ แต่เมื่อร้องเพลง กระซิบ อ่านออกเสียง
           @ ผู้ที่ติดอ่างมักมีความวิตกกังวล หรือมีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าตนเองจะพูดผิด

           การวินิจฉัย
           นักแก้ไขด้านการพูดจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่ใช้ในการพูด ตรวจหาความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะนั้นๆ และประเมิน
แนวทางแก้ไข

           ผู้ที่จะช่วยเหลือเรื่องการพูดติดอ่างได้ดีที่สุดก็คือพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดู การแสดงออกของพ่อแม่ จะมีผลต่อความมั่นใจในการพูดของเด็ก โดยควร

           - เป็นผู้ฟังที่ดี รอให้เด็กพูดจนจบ และไม่พูดแทรก
           - เป็นแบบอย่างที่ดีในการพูด โดยพูดช้าๆ สั้นๆ ชัดเจน เมื่อพูดจบประโยคแล้ว ควรหยุดรอ 2-3 นาที แล้วค่อยเริ่มพูดประโยคใหม่
           - ลดการตั้งคำถาม
           - ให้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก
           - ในขณะที่เด็กพูด ไม่แสดงสีหน้าท่าทางที่ทำให้เด็กไม่มั่นใจ เช่น จ้องหน้าหรือโมโห
           - แสดงความรัก เอาใจใส่และเข้าใจ
           - ไม่เปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดกับเด็กที่โตกว่าหรือเด็กที่ปกติอื่นๆ
           - หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เด็กพูดติดอ่างมากขึ้น

           ส่วนวัยผู้ใหญ่ การฝึกพูดจะช่วยให้ผู้ติดอ่างมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง ยอมรับว่าตนเองพูดติดอ่าง ไม่หลีกเลี่ยงสถานการณ์การพูด

           หากสามารถแก้ปัญหาการพูดติดอ่างได้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คุณก็จะเป็นคนที่มีความมั่นใจ กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นและสามารถพูดจาได้ปกติเหมือนคนทั่วไป

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

แหล่งข้อมูล : ผศ.ดร. กัลยาณี มกราภิรมย์ หัวหน้าสาขาแก้ไขการพูด ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมาย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลราม