
สัญญาณแห่งกาลเวลา
.....................
“ฟ้าดินจะสูญสิ้นไป
แต่วาจาของเราจะไม่สูญสิ้นไปเลย”
(มาระโก 13:31)
พระสันตะปาปาฟรังซิส เคยตรัสสอนเกี่ยวกับเครื่องหมายแห่งกาลเวลา
หรือสัญญาณของกาลเวลา ที่แสดงให้เราเห็นในสถานการณ์โลกปัจจุบัน
พระสันตะปาปาฟรังซิส กล่าวว่า "จงสวดขอสติปัญญาจากพระเจ้า
เพื่อจะเข้าใจเครื่องหมายแห่งกาลเวลา"
พระเจ้าทรงต้องการให้เราเข้าใจในเรื่องของสัญญาณแห่งกาลเวลา
พระจิตจะช่วยเราและมอบพระพรแห่งสติปัญญาให้กับเรา
เพื่อจะได้เข้าใจสัญญาณของกาลเวลา
(ข้อมูลจาก Pope Report)
ฉันได้อ่านข้อเขียนหนึ่ง ซึ่งเขียนเกี่ยวกับประเทศไทย
ที่มีทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิต
มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งพืชพรรณสมุนไพรและครบครันด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค
แต่มนุษย์ผู้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยกลับทำลายทุกอย่างลง
ทำลายพืชพรรณธัญญาหารที่เคยอุดมด้วยคุณประโยชน์
กลับกลายเป็นพืชพรรณธัญญาหารที่เต็มไปด้วยสารพิษมากมาย
ธรรมชาติถูกทำลายลงในทุกทางเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม
ผู้คนแตกแยกออกเป็นฝั่งเป็นฝ่ายผ่านการเสพสื่อเท็จเทียม
ใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการทำร้ายกัน ถล่มกันให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพ่ายแพ้ไป
พระสันตะปาปาฟรังซิสให้เราสังเกตเครื่องหมายแห่งกาลเวลา
ที่แสดงให้เราเห็นผ่านเหตุการณ์ต่างๆในสังคมโลกใบนี้
พฤติกรรมของมนุษย์ที่มีผลกระทบต่อทุกสรรพสิ่งสร้าง
ทำลายตั้งแต่ธรรมชาติ มาจนถึงทำร้ายกันเอง
ฉันจำได้ว่า สมัยเมื่อฉันยังเล็ก วิถีชีวิตของผู้คนสมัยนั้น
ยังคงวนเวียนอยู่กับครอบครัวและวัดวาอาราม ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด
เราต่างก็ร่วมปฏิบัติกิจศรัทธาตามหลักศาสนาของตนอย่างเคร่งครัด
แม้แต่การจัดการเรียนการสอนก็ยังมีการเน้นย้ำการพัฒนาด้านจิตใจ
ซึ่งในปัจจุบันนี้หากตรองดูตั้งแต่สถาบันครอบครัวมาจนถึงสถาบันทางสังคม
ศาสนาถูกมองว่าล้าหลัง ไร้สาระสำหรับผู้คนไปเสีย
ในครอบครัวใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน
พ่อแม่เลี้ยงดูบุตรหลานตามเวลาที่มี(จำกัด)
บุตรหลานใช้เวลาเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับสื่อออนไลน์ (แบบไร้ขีดจำกัด)
วัดวาอารามถูกทิ้งรกร้าง ยิ่งช่วงโควิดระบาด ยิ่งถูกละเลยสิ้นความสำคัญ
บุคลากรทางศาสนาก็พลอยถูกลดคุณค่าลงไปด้วย
เมื่อมนุษย์เริ่มใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการเสพสื่อความรุนแรงทางสังคม
จนหลายคนหลุดหลงเข้าไปพัวพันอยู่กับการมีส่วนร่วมในกระแสความรุนแรงนั้น
จิตวิญญาณที่ไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงตามหลักศาสนาก็อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง
ใครต้านทานแรงสื่อสังคม ความอดทนในการต่อสู้ชีวิตไม่ไหวก็พ่ายแพ้ไป
โรคภัยทางด้านจิตใจทวีความรุนแรงไปพร้อมๆกับความอ่อนแอของจิตวิญญาณมนุษย์
กรมสุขภาพจิตได้นำเสนอปัญหาทางสุขภาพจิตที่กำลังคุกคามคนไทย
โดย ระบุถึงสถิติฆ่าตัวตายในปี 2561 สำเร็จ 4,137 คน เฉลี่ยวันละ 11.3 คนต่อวัน
ในช่วงอายุ 25-59 ปี ที่เกิดปัญหาภาวะโรคจิต 7.45% โรคซึมเศร้า 6.54%
ในปี 2562 มีตัวเลข 14.4คน ต่อคนไทย 1 แสนคน อยู่ในวัยเฉลี่ย 45 ปี
และในปี 2563 มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 7.8%
และคนไทยยังป่วยด้วยโรคทางจิตเวช 5 อันดับแรก ดังนี้
1. โรคซึมเศร้า (Depression)
2. โรคจิตเภท (Schizophrenia)
3.โรควิตกกังวล (Anxiety)
4. โรคจิตเวชเนื่องมาจากสารเสพติด (Substance Induced Men tal Illness)
5.โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (Bipolar Disorder)
(ข้อมูลจาก Website กรมสุขภาพจิต)
ทั้งๆที่ทุกคน ทุกหน่วยงานก็รับรู้กันอยู่แล้วว่าทุกวันนี้
มนุษย์ด้อยคุณภาพทางจิตวิญญาณและขาดการพัฒนาชีวิตภายใน
เพราะเราพัฒนาแต่วัตถุนิยมภายนอก ละเลยการพัฒนาหัวใจหลักของชีวิตที่แท้จริง
แต่ก็ยังไม่เห็นหน่วยงานใดให้ความจริงจังกับการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์เลย
ฉันเป็นเพียงครูตัวเล็กๆคนหนึ่งที่สอนวิชาคริสต์ศาสนาในโรงเรียนคาทอลิก
ฉันชื่นชมยินดีที่โรงเรียนคาทอลิกยังให้ความสำคัญไม่มากก็น้อย
กับการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ ผ่านกิจกรรมต่างๆ
ซึ่งอาจจะจริงจังบ้างในบางยุคบางสมัย และอ่อนแรงลงบ้างในบางยุคบางสมัย
แต่ก็ยังมีอยู่ให้อุ่นใจว่าเยาวชนที่เข้ามาอยู่ในรั้วโรงเรียนคาทอลิก
ก็น่าจะได้ซึมซับเอาคุณธรรมจริยธรรมทางคริสต์ศาสนาไปหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณบ้าง
ไม่มากก็น้อยตามแต่สภาพการเปิดใจยอมรับของแต่ละบุคคล
“ส่วนเรื่องวันและเวลานั้น ไม่มีใครรู้เลย
ทั้งบรรดาทูตสวรรค์ และแม้แต่พระบุตร
นอกจากพระบิดาเพียงพระองค์เดียว”
(มาระโก 13:32)
เติมวิตามินใจด้วยพระวาจา
ไปกับ น้ำผึ้งหวาน
(Theresa Paradee Thescharee)
07-11-2021
Link เพื่อแชร์ >> https://bit.ly/3n8uMIL







