(ภาพจาก โรงเรียนยอแซฟกรุงเทพฯ)
ถึงเวลาต้องบอกลาฟันน้ำนม ต้อนรับฟันแท้ในเด็กวัยเรียนแล้วล่ะค่ะ โดยทั่วไปแล้ว ฟันน้ำนมของเด็ก ๆ จะเริ่มหลุดเมื่ออายุ 6 ปี หลังจากนั้น ฟันแท้จะค่อย ๆ ขึ้นจนครบทุกซี่เมื่อเด็กอายุ 12 ปี และอย่างที่เรารู้กันค่ะว่า เราจะต้องใช้ฟันแท้ของเราชุดนี้ไปอีกหลายสิบปี ยิ่งฟันแท้แข็งแรง ได้รับการดูแลดีเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้สามารถยืดอายุการใช้งานของฟันแท้ไปได้นานเท่านั้น
ดังนั้น เรื่องสำคัญในวัยนี้ ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถละเลยได้ก็คือ การสร้างสุขนิสัยที่ดีของเด็ก ๆ ในการดูแลฟันแท้ของตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ
รู้ไหมว่า...จะเกิดอะไรตามมาเมื่อเด็กฟันผุ
ฟังแล้วไม่น่ามีอะไรมากมายนอกจากอาการปวดฟัน แต่ลึกลงไป รู้ไหมคะว่า เมื่อฟันผุเด็กกำลังจะเสี่ยงกับภัยอื่น ๆ ตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขาดสารอาหาร พัฒนาการถถอย ตัวเตี้ยกว่าที่ควรจะเป็น
ฮื้อฮือ... อะไรจะขนาดนั้นใช่ไหมคะคุณพ่อคุณแม่ ทำไมฟันผุถึงมีฤทธิ์เดชทำลายล้างสุขภาพโดยรวมลูกของเราได้ขนาดนั้น ลองมาดูที่มาที่ไปเรื่องนี้กันค่ะ
ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า เมื่อไรก็ตามที่เด็กฟันผุ นั่นคือสัญญาณว่าสิ่งที่เด็กรับประทานส่วนใหญ่นั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน ลูกอม ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ฯลฯ เมื่อทานแต่ของไม่มีประโยชน์เด็กก็เสี่ยงที่จะขาดสารอาหาร นาน ๆ เข้าก็เกิดภาวะขาดสารอาหารเรื้อรัง พัฒนาการร่างกายทำได้ไม่เต็มที่ เด็กก็จะตัวเตี้ย แคระแกร็น อีกด้านหนึ่งฟันผุทำให้การบดเคี้ยวอาหารของเด็กเป็นไปอย่างลำบาก เด็กก็จะกินผักกินเนื้อหรืออาหารที่มีประโยชน์ได้ยาก ก็ไม่ได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ควรจะเป็นอีกเช่นกัน
ลูกอมหวาน ๆ ร้ายกาจกว่าที่คิด

(ภาพจาก https://sites.google.com)
เด็ก ๆ กับลูกอมหวาน ๆ และคุณพ่อคุณแม่ ดูจะเป็นปัญหารักสามเศร้าที่เคลียร์กันไม่ลงตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ต่อสู้เพื่อลูก ๆ ต่อไปนะคะ เพราะเจ้าลูกอมหวาน ๆ ถ้าบริโภคเล็กน้อยอาจไม่เป็นไร แต่ถ้าถี่ ๆ มากเข้า มันจะเหมือนเราเอาฟันของลูกไปแช่ในน้ำกรดเลยล่ะค่ะ ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าการกินน้ำตาล 1 ครั้ง จะเกิดกรดที่ทำลายฟันนาน 40 นาที จากนั้นฟันก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้าเรากินบ่อย ๆ กินทุกชั่วโมง ก็จะเท่ากับการทำให้ฟันแช่อยู่ในกรดตลอดเวลา ทำให้ฟันผุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง และนอกจากลูกอมแล้วก็ยังรวมถึงน้ำตาลในน้ำหวานหรือขนมหวานทุกชนิดอีกด้วย เพราะฉะนั้น ให้เด็ก ๆ บริโภคแต่น้อยหรือเลี่ยงได้ก็เลี่ยงจะดีกว่า และทุกครั้งเพื่อความสบายกายสบายใจ หลังกินลูกอมหรือขนมหวาน ต้องแปรงฟันบ้วนปากให้สะอาดด้วยนะคะ
IDEAS & TIPS
เคล็ดลับ : ทำอย่างไรให้ลูกไม่กลัวหมอฟัน

(ภาพจาก https://smiledc-th.com)
1. ห้ามใช้หมอฟันเป็นเรื่องขู่ให้เด็กกลัวหรือทำตาม เช่น ถ้าดื้อจะพาไปหาหมอฟัน ฯลฯ จะทำให้คุณหมอฟันกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาเด็ก ๆ นะคะ สงสารคุณหมอเถอะค่ะ คุณหมอออกจะใจดี๊...ดี
2. พยายามพูดถึงหมอฟันในแง่ดีค่ะ จะทำให้เด็กเกิดทัคนคติที่ดีกับคุณหมอ
3. เวลาไปหาหมอฟัน คุณพ่อคุณแม่ทำตัวสบาย ๆ ค่ะ อย่ากังวลมากเกินไป อย่าสื่อสารแทนลูกทั้งหมด พยายามให้เด็ก ๆ ได้สื่อสารกับคุณหมอโดยตรง จะทำให้คุณหมอเข้าใจอาการของเด็กได้ชัดเจนค่ะ
4. ถ้าเด็กให้ความร่วมมือกับคุณหมอดี คุณพ่อคุณแม่อาจนั่งคอยสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ ได้ แต่ขอให้สังเกตการณ์เฉย ๆ นะคะ อย่าเข้าไปรบกวนการรักษาของคุณหมอ
5. หลังเสร็จภารกิจการพบหมอฟัน อย่าลืมชมเชยและให้กำลังใจเด็ก เช่น เก่งมากเลยลูก ฟันหนูสวยมากเลยลูก ฯลฯ แต่ๆๆๆ ระวังอย่าเผลอให้ลูกอมหรือขนมหวานเด็กเป็นรางวัลเข้านะคะ อันนั้นถือเป็นการเสริมแรงในทางที่ผิดเป็นอันตรายต่อสุขภาพฟันของลูกนะคะคุณพ่อคุณแม่
ที่มาของข้อมูล : 10 CHECKLIST เลี้ยงลูกให้มี “สุข” ฉบับ วัยเรียน (6-12 ปี) สุขกาย สุขใจ เล่ม 1 (หน้า 16-21)
ลิงค์เพื่อแชร์ >> https://bit.ly/3rZFX7j
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ








