
ความทุกข์ยากก่อให้เกิดความเพียร
.........................................
“ยิ่งกว่านั้น เรายังภูมิใจในความทุกข์
เพราะรู้ว่าความทุกข์ก่อให้เกิดความพากเพียร
ความพากเพียรก่อให้เกิดคุณธรรมที่แท้จริง
คุณธรรมที่แท้จริงก่อให้เกิดความหวัง”
(โรม 5:3-4)
เมื่อความทุกข์ทำให้เกิดความพากเพียร
และความพากเพียรก็เป็นคุณธรรมที่ก่อให้เกิดความหวัง
ดังนั้นแล้ว ความหวังตัวนี้แหละ
ที่เป็นผลของความพากเพียรอันนำไปสู่ชัยชนะต่อความท้อแท้สิ้นหวัง
ถ้าเราเข้าใจว่าทุกเหตุการณ์ ความรู้สึก และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้น
ในอดีตกับทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ร่ำรวยสวยหล่อ
ต่างก็เคยเผชิญทุกความรู้สึกดีร้ายมาแล้วทั้งสิ้น
ทำอย่างไรให้ชีวิตสามารถก้าวต่อไปได้
ในวันที่เรารู้สึกเหมือนโลกช่างโหดร้ายกับชีวิตเราเสียเหลือเกิน
เหมือนคำติดปากวัยรุ่นสมัยใหม่ว่า “เราสู้ชีวิต แต่ชีวิตมันสู้กลับ”
สำหรับฉันแล้ว ในวันที่ฉันรู้สึกว่าโลกทั้งใบช่างสดใสโสภา
ชีวิตที่ง่ายดายในวันที่ไม่มีอะไรต้องวิตกกังวลย่อมเป็นสิ่งที่ใครต่อใครปรารถนา
ฉันก็รู้สึกเช่นนั้น และภาวนาอย่าให้วันเลวร้ายมาถึงฉันเลย
ฉันเคยบอกกับตัวเองว่า ฉันจะไม่ก้าวเข้าไปในดงปัญหาใดๆให้ตัวเองต้องทุกข์ใจ
จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครรอดหรือแคล้วคลาดจากนานาปัญหาในชีวิตไปได้
ฉันก็เช่นกัน แม้ในวันที่ไม่ได้มีอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจ
แต่ใจฉันกลับรู้สึกห่อเหี่ยว หดหู่ แห้งแล้ง สิ้นหวัง ไร้พลังขับเคลื่อนอย่างไม่มีสาเหตุ
มันเป็นความรู้สึกแบบที่ว่า
ท่ามกลางผู้คนนับร้อยนับพัน แต่ฉันกลับรู้สึกเงียบเหงาโดดเดี่ยวเดียวดาย
ฉันอยู่กับความรู้สึกเช่นนั้นและพยายามทำความเข้าใจกับมัน
พร้อมกับท่อนหนึ่งของเสียงเพลง “สักวันแล้วมันก็ผ่านไป” ดังขึ้นเป็นกำลังใจว่า
“สักวัน แล้วมันก็ผ่านไป
ไม่มีเรื่องอะไรใหม่ เกิดขึ้นแล้วจากไป
สักวัน น้ำตาจะหยุดไหล
สุขทุกข์ร้ายดีเท่าไหร่ สุดท้ายก็ผ่านไป”
ฉันเห็นว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น ไม่มีอะไรใหม่สำหรับใครเลย
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเคยผ่านมากับบุคคลในอดีต
พวกเขายังผ่านมันมาได้
วันเวลาจะเป็นเสมือนยารักษาชีวิตที่ดีที่สุด เพียงแค่เรารู้จักที่จะยอมอดทนพากเพียร
ให้วันเวลาค่อยๆรักษา สมานบาดแผลที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราในบางช่วงเวลา
สำคัญยิ่ง ฉันมองเห็นว่า ชีวิตของฉันในฐานะศิษย์ของพระคริสต์
แม้จะไม่ได้เป็นศิษย์ที่ดีหรือสมบูรณ์พร้อมในหลายๆเรื่อง
แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงพระเมตตาที่หลั่งรินมาให้กับฉันอย่างไม่ขาดสาย
“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ล้วนเป็นของประทานจากพระเจ้า”
(เทียบ รม. 11:36)
ฉันเป็นใคร ทำไมพระองค์จึงทรงระลึกถึงฉัน
“เมื่อข้าพเจ้าแหงนมองท้องฟ้า ซึ่งนิ้วพระหัตถ์บรรจงสร้างไว้
มองดูเดือนดูดาวที่พระองค์ทรงประดับไว้อย่างมั่นคง
มนุษย์เป็นใคร พระองค์จึงทรงระลึกถึงเขา”
(สดุดี 8:3-4)
ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉัน ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
สุขสมหวัง หรือผิดหวังจนน้ำตาร่วงริน
พลาดบกพร่อง หรือสมบูรณ์พร้อมเพียงใด
ฉันก็รู้สึกภูมิใจที่ฉันสามารถผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้ด้วยความพากเพียรอดทน
ยอมรับกางเขนน้อยใหญ่ในชีวิตของตนได้
นั่นก็เพราะว่า ฉันได้รับพระเมตตา และการอภัยในวันที่ฉันผิดพลาดบกพร่อง
ไม่มีใครล่วงรู้ความผิดบกพร่องของผู้อื่นยกเว้นตัวเจ้าของเอง
ฉันก็เช่นกัน ในขณะที่หลายคนอาจจะมองภาพลักษณ์ของฉันราวนางฟ้าที่แสนดี
แต่ฉันย่อมรู้ตัวเองดีว่า ฉันมีปีศาจร้ายมากมายกี่ตัวในจิตวิญญาณของฉัน
เพียงแต่ฉันพยายามที่จะกดเจ้าปีศาจร้ายเหล่านั้น
ไม่ให้มันออกมาแสดงฤทธิ์อำนาจหรือมีบทบาทในชีวิตของฉัน
ในวันที่ฉันถูกทำร้ายด้วยถ้อยคำไร้เมตตาจากเพื่อนมนุษย์
ฉันก็อยากที่จะลุกขึ้นต่อสู้และทำร้ายศัตรูเหล่านั้นกลับคืนร้อยเท่าพันทวี
มันกรุ่นร้อนอยู่ในใจ มันก้องอยู่ในจิต
แต่... ทุกครั้งฉันก็ระลึกถึงคำสอนของพระคริสตเจ้าที่ว่า
ฉันเป็นพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้า
ทุกกิจการของฉันจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงพระพักตร์ของพระเจ้า
ที่เพื่อนมนุษย์จะต้องมองเห็นถึงพระเมตตา ความรักที่อบอวลอยู่ในทุกกิจการ
ความรู้สึกนี้แหละที่ขังจิตชั่วร้ายของฉันไม่ให้เตลิดออกมาทำร้ายคนรอบข้าง
“ถูกแล้ว พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ให้ด้อยกว่าทูตสวรรค์เพียงน้อยนิด
ประทานความรุ่งโรจน์และเกียรติยศให้เป็นเสมือนมงกุฎประดับศีรษะ
ทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นเจ้านายของผลงานจากฝีพระหัตถ์
และทรงวางสรรพสิ่งไว้ใต้เท้าของเขา”
(สดุดี 8:5-6)
--------------------------------------------
เติมวิตามินใจด้วยพระวาจา
ไปกับ น้ำผึ้งหวาน
(Theresa Paradee Thescharee)
09-06-2022
คัดลอกLinkเพื่อแบ่งปันบทความ >> https://bit.ly/3O2wq9u







