
การศึกษาที่แท้จริงในมุมมองพระศาสนจักร
1. แนวความคิดและข้อสรุปจากเอกสารของพระศาสนจักร
1) มุมมองของสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2
1.1 การอบรมตามหลักพระคริสตธรรม (Gravissimus Educationis) (เอกสารของสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2)
ก. ประเด็นที่ 1
- พระศาสนจักรมีสิทธิที่จะช่วยมนุษย์ให้มุ่งสู่ความศักดิ์สิทธิ์ อาศัยสถาบันการศึกษาของพระศาสนจักร
ข. ประเด็นที่ 2
- เป้าหมายของการศึกษามุ่งพัฒนามนุษย์ทุกด้าน
- ความร่วมมือของครอบครัว โรงเรียน และสังคม ช่วยทำให้การพัฒนาเด็กสมบูรณ์ขึ้น
ค. ประเด็นที่ 3
- สถาบันการศึกษาคาทอลิกตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าแห่งพระวรสาร
- ครูคาทอลิกเป็นผู้ประกาศและสื่อของคุณค่าพระวรสาร
- นักเรียนคาทอลิกมีสิทธิที่จะเรียนคำสอนอย่างเพียงพอ
1.2 เอกสาร 3 ฉบับ หลังสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2
1.2.1) คู่มือการสอนคำสอนทั่วไป (Ad Norman Decreti) ประกาศโดยกระทรวงด้วยเรื่องพระสงฆ์ เมื่อ 11 เมษายน ค.ศ.1971
มีเอกสารที่สนับสนุนเรื่องการสอนคำสอน ดังนี้
ก. “ศาสตร์แห่งการสอนคำสอน” จากการประชุมสมัชชาพระสังฆราช ครั้งที่ 5 ปี ค.ศ.1977
ข. สมณสาสน์การสอนคำสอนในยุคปัจจุบัน (Catecesi Tradendae) ปี ค.ศ.1979
ค. “มิติทางศาสนาของการศึกษาในโรงเรียนคาทอลิก” โดยสมณกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิก ปี ค.ศ.1988 เน้นบรรยากาศของความเป็นครอบครัวในโรงเรียนคาทอลิก
สาเหตุของการปฏิรูปการสอนคำสอนไม่ประสบความสำเร็จ
- บางโรงเรียนไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการปฏิรูปเรื่องการสอนคำสอน ครูไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะการเรียนคำสอน
- บางโรงเรียนไม่ให้ความสำคัญกับการสอนคำสอนในโรงเรียน ไม่มีครูคำสอนในโรงเรียน
- มีช่องว่างระหว่างบทบาทของพ่อแม่ ที่ยังเน้นระบบท่องจำอย่างเดียว กับระบบใหม่ที่เน้นการเรียนคำสอนเพื่อชีวิต
1.2.2) บทบาทของโรงเรียนคาทอลิก (Catholic School) เอกสารของสมณกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิก 24 มิถุนายน ค.ศ.1977
- เอกลักษณ์ของโรงเรียนคาทอลิกที่หายไป เพราะเน้นด้านวิชาการและความสำเร็จ
- เน้นการแข่งขัน เป็นการสร้างความเห็นแก่ตัว
- โรงเรียนคาทอลิกควรเน้นให้นักเรียนไม่เห็นแก่ตัว แต่พึงมีความรับผิดชอบต่อสังคม
1.2.3) บทบาทของฆราวาสในโรงเรียนคาทอลิก (The Catholic Laity) เอกสารของสมณกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิก 15 ตุลาคม ค.ศ.1982
- เน้นบทบาทของครูคาทอลิกในโรงเรียน การเจริญชีวิตเป็นประจักษ์พยาน การอุทิศตนของครู ฆราวาส ในการพัฒนาตัวนักเรียน
2) องค์ประกอบของการศึกษาคาทอลิก
การศึกษาคาทอลิกควรมีเอกลักษณ์ 5 ประการ ดังนี้
2.1) มุ่งเพื่อพัฒนานักเรียนทุกด้าน : สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม ร่างกาย
- การพัฒนาทางด้านสติปัญญาของเด็กไทยยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล
- ไม่สามารถคิดและตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ใช้ภาษาไทยเพื่อบรรยายความคิดอยู่ในระดับต่ำมาก
- ด้านภาวะจิตใจและอารมณ์ เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว เก็บกด
สาเหตุ :
- เพราะขาดอาหาร
- เพราะขาดแรงกระตุ้น
- เพราะขาดการศึกษาปฐมวัย
คำถามสำหรับทุกคน :
1) เราควรสนใจนักเรียนที่ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์เพียงใด?
2) ควรมีการแนะแนวนักเรียนอย่างไร?
3) ควรเอาใจใส่นักเรียนไม่ทันคนอื่นอย่างไร?
“เพราะพระจิตเจ้าจะทรงสอนท่านในเวลานั้นว่าจะต้องพูดอะไร”
(ลก. 12:12)
2.2) มุ่งสร้างมโนธรรมที่ถูกต้อง
- โรงเรียนต้องอบรมนักเรียนให้รู้จักเลือกคุณค่าที่ถูกต้อง
- ความร่วมมือของโรงเรียน ครอบครัว สื่อมวลชน
- นักเรียนขาดแบบอย่างที่ดี
- โรงเรียนคาทอลิกควรสอนคำสอนให้ความรู้ทางด้านศาสนา และพัฒนามโนธรรมให้ถูกต้อง
คำถามสำหรับทุกคน :
1) ควรสอนให้นักเรียนมีความเชื่อในพระเยซูเจ้า และเลียนแบบพระองค์หรือไม่?
2) ควรจัดกิจศรัทธาเพื่อเสริมสร้างความเชื่อหรือไม่?
3) ควรสอนนักเรียนให้มีมโนธรรมที่ถูกต้องหรือไม่?
4) ควรสอนนักเรียนให้เลือกคุณค่าที่ถูกต้อง เนื่องจากอิทธิพลของสื่อมวลชนหรือไม่?
5) ผู้บริหารและครูควรเป็นรูปแบบแก่นักเรียนในเรื่องความรัก ความเมตตา
“ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง”
(มก. 16:15)
2.3) มุ่งสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม
- โรงเรียนควรสอนนักเรียนให้มีส่วนร่วมในการสร้างความดีให้สังคม
- ไม่ควรกดดันนักเรียนเพื่อผลเลิศทางด้านวิชาการอย่างเดียว
- แต่เป้าหมายของโรงเรียนคาทอลิกต้องอบรมนักเรียนให้มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ความห่วงใยในเรื่องความยุติธรรมและเมตตาธรรม นั่นคือความเสียสละ
- ควรส่งเสริมนักเรียนให้ใช้ความสามารถพิเศษและพรสวรรค์ เพื่อความดีของสังคม
คำถามสำหรับทุกคน :
1) นักเรียนมีโอกาสสัมผัสคนยากจน และแสดงเมตตาจิตต่อผู้ยากไร้ ขัดสน หรือไม่?
2) นักเรียนมีโอกาสวิเคราะห์ปัญหาสังคม เรื่องความอยุติธรรมหรือไม่?
3) เราได้สร้างบรรยากาศของความเป็นครอบครัวและความเป็นพี่น้องกันหรือไม่?
4) ผู้ด้อยโอกาสมีโอกาสเรียนในโรงเรียนเราหรือไม่?
“พระเยซูเจ้าทรงเรียกศิษย์สิบสองคนเข้ามาพบ
ประทานอำนาจให้เขาขับไล่ปีศาจ
ให้รักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกชนิด”
(มธ. 10:1)
2.4) มุ่งสร้างการเจริญชีวิตตามคุณค่าแห่งพระวรสาร
- พระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิง ควรเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัว
- การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและลูกศิษย์
- เอกลักษณ์ของบรรยากาศความเป็นครอบครัวในโรงเรียนคาทอลิก
- มีวิสัยทัศน์ตรงกัน
- มีความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในระหว่างบุคากรทุกระดับ
- มีจิตตารมณ์ของความร่วมมือทุกระดับ
- ความเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคล
- มีจิตตารมณ์ของความซื่อสัตย์ สุจริต ขยันหมั่นเพียร ยุติธรรม
คำถามสำหรับทุกคน :
1) บุคลากรในโรงเรียนเข้าใจวิสัยทัศน์ตรงกันหรือไม่?
2) ความสัมพันธ์ระหว่างครูในโรงเรียนเป็นอย่างไร
3) ความร่วมมือเป็นอย่างไร?
4) ครูมีเวลาให้คำแนะนำนักเรียนในการแก้ปัญหาหรือไม่?
5) มีขบวนการสร้างจิตตารมณ์ความซื่อสัตย์ สุจริต ขยันหมั่นเพียร ยุติธรรมอย่างไร?
“สิ่งที่เราบอกท่านในที่มืด
ท่านจงกล่าวออกมาในที่สว่าง
สิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู
จงประกาศบนดาดฟ้าหลังคาเรือน”
(มธ. 10:27)
“อำนาจใดใดในโลกนี้ ไม่เห็นมีเปรียบปานการศึกษา
สร้างคนหาค่ามิได้ในโลกา ขึ้นจากผู้ที่หาค่าไม่มี”
(ม.ล. ปิ่น มาลากุล)
2.5) มุ่งพัฒนาครู เพื่อพัฒนานักเรียน
- ปัญหาของครูทั้งเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม
- ขาดพลังในการพัฒนา
- มีภาพการณ์ต่าง ๆ ที่ฆราวาสคาทอลิกประสบในการทำงานในโรงเรียน หลายครั้งรู้สึกโดดเดี่ยว
- หรือถูกเข้าใจผิด ผลที่ตามมาคือ ความรู้สึกห่อเหี่ยว และอาจทิ้งความรับผิดชอบของตนเอง
- การให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีต่อครู เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ
คำถามสำหรับทุกคน :
1) ครูในโรงเรียนของเราได้รับผลตอบแทนที่ยุติธรรมหรือไม่?
2) ครูมีเวลาพักหรือไม่?
3) ครูได้รับการเอาใจใส่ในเรื่องส่วนตัวและครอบครัวหรือไม่?
4) ครูได้รับการพัฒนาด้านวิชาชีพและจิตใจหรือไม่?
“พระองค์จึงทรงแต่งตั้งอัครสาวกสิบสองคน
ให้อยู่กับพระองค์
และเพื่อจะทรงส่งเขาออกไปเทศน์สอน”
(มก. 3:14)
2. พระศาสนจักรเป็นเครื่องหมายและเครื่องมือแห่งความรอด
2.1) ทำไมต้องแพร่ธรรม ?
ก. เสียงเรียกร้องจากความเชื่อในพระคริสตเจ้า
“การประกาศพระวรสารนั้นแท้จริงแล้ว ไม่ได้ให้ตำแหน่งอันรุ่งโรจน์อย่างใดเลย แต่เป็นความจำเป็น ซึ่งตกมาเป็นภาระของข้าพเจ้า วิบัติจงเกิดแก่ข้าพเจ้า หากข้าพเจ้ามิได้ประกาศพระวรสาร” (เทียบ 1คร.9:16)
ข. ความรอดเป็นสิ่งที่ถูกเสนอแก่มนุษย์ทุกคน
“ความรอดเป็นสากล เป็นของทุกคน เราไม่อาจเพิกเฉย แต่ต้องออกไปประกาศ” (เทียบ กจ.4:20)
ค. เราประกาศองค์พระเยซูเจ้า
“พวกท่านจงไปสั่งสอนนานาชาติ ล้างบาปให้เขาในนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต เราจะอยู่กับท่านจวบจนสิ้นพิภพ” (เทียบ มธ.28:19-20)
2.2) บุคคลเป้าหมายของการแพร่ธรรม
2.2.1 พวกคริสตชนที่ดี (Pastoral)
- การอภิบาลเพื่อหล่อเลี้ยงความเชื่อ
- เป็นผู้ขยายงานแพร่ธรรม
2.2.2 พวกคริสตชนที่ทิ้งวัด (Re-evangelization)
- การฟื้นฟูชีวิตคริสตชน อาศัยการติดต่อส่วนตัวและจัดกิจกรรมด้วยกัน
- เป็นลูกแกะที่หายไป
2.2.3 พวกคนต่างศาสนา (Ad Gentes)
- งานธรรมทูตต่อคนต่างศาสนา อาศัยการตั้งกลุ่มคริสตชน และวิธีการต่าง ๆ
- บุคคลที่ห่างไกลความเชื่อ
2.3 ใครเป็นผู้แพร่ธรรม
1) พระศาสนจักร “พระคริสตเจ้าทรงมอบหมายให้พระศาสนจักรมีหน้าที่ประกาศพระวรสารแก่มนุษย์ทุกคน” (AG.15)
2) พระสันตะปาปา ในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งจากอัครสาวก
3) พระสังฆราชและพระสงฆ์ พระสังฆราชเป็นผู้สืบตำแหน่งจากอัครสาวก พระสงฆ์ในฐานะผู้ช่วยพระสังฆราช
4) นักบวชชาย-หญิง เป็นผู้ถวายตัวและถือศีลบน 3 ประการ อุทิศตนและเจริญชีวิตตามหลักพระวรสาร
5) ฆราวาส พวกเขาเจริญชีวิตในโลก แต่มิได้เป็นของโลก การเจริญชีวิตตามคุณค่าพระวรสาร
คำถามสำหรับตัวเอง
1) ฉันมีภาระหน้าที่ต้องประกาศพระองค์อย่างไร ในฐานะเป็นพระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิง และฆราวาส?
2) ทรัพยากรต่าง ๆ ที่ฉันมีในวัดและสถานศึกษานั้น ไม่ว่าจะ บุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุเครื่องใช้ไม้สอย ฯลฯ ฉันได้ใช้เพื่อประกาศพระนามพระยูเจ้าหรือเปล่า?
3) ฉันมีจิตสำนึกหรือไม่ว่า ฉันจำเป็นต้องประกาศพระเยซูเจ้า กับนักเรียนคาทอลิกที่ดี กับนักเรียนคาทอลิกที่ทิ้งความเชื่อ หรือกับนักเรียนที่นับถือศาสนาอื่น ฉันจะหาวิธีการใดเพื่อทำให้ฉันเป็นจิตตาภิบาลและผู้แพร่ธรรมที่ดี?
“พระองค์ตรัสกับเขาว่า
“เมื่อท่านเดินทาง อย่านำสิ่งใดไปด้วย
อย่านำไม้เท้า ย่าม อาหาร เงิน
หรือแม้แต่เสื้อสำรองไปด้วย
เมื่อท่านเข้าไปในบ้านใด
จงพักอยู่ที่นั่นจนกว่าจะเดินทางต่อไป”
(ลก. 9:3-4)
“ระบบการศึกษาในฝันของฉันคือ
ระบบที่ให้โอกาสแก่คนที่ “ออกสตาร์ท” ไม่เท่ากัน
ให้สามารถมี “ลู่วิ่ง” และ “เส้นชัย” ของตนเอง
โดยไม่ต้องไปแข่งดีแข่งเด่นกับใคร
และให้ทุกคนเป็น “ผู้ชนะ”
ในแบบของเขาเองทุกคน”
- - -
ที่มาของข้อมูล :
คู่มือแนวทางการพัฒนางานจิตตาภิบาลของโรงเรียนในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ (ฉบับปฏิบัติการขั้นต้น)
จัดทำโดย ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
หน้า 103 – 108 (ส่วนที่ 3 ภาคผนวก)
โดย บาทหลวงชวลิต กิจเจริญ
เครดิตภาพประกอบ <18. โรงเรียนมาเรียลัย - Marialai School>
เนื้อหาปรับปรุงเมื่อ:
พฤษภาคม 2021/2564
กลุ่มงานจิตตาภิบาล







