อย่าปล่อยให้สื่อดิจิทัลเป็นประตูสู่การต่อต้านสังคม
ในยุโรปได้มีการร่วมมือกันริเริ่มโครงการรณรงค์ชื่อ “Open EYE” ในปี 2007 เพื่อเปิดโลกการศึกษาเด็กปฐมวัยในมิติใหม่ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาต่อการที่รัฐบาลของหลายประเทศได้กำหนดขั้นการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เร่งรีบและเล็งผลทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาของเทคโนโลยีในด้านลบ ทำให้มีพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยที่ตระหนักว่าเป็นสิทธิของพ่อแม่ที่จะให้การศึกษาแก่ลูกตามปรัชญาการเรียนรู้ที่พ่อแม่เห็นคุณค่ามากกว่า
"โอเพ่น อาย" เปิดตาเบิ่งโลกเพื่อเด็ก
เมื่อปี 2010 มีการประชุมสัมมนาในโครงการโอเพ่นอาย ในหัวข้อ "เด็ก - รากฐานที่แท้จริง" ได้มีการเปิดประเด็นผลกระทบของเทคโนโลยีที่ใช้จอใสเป็นฐานในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง
ผลกระทบหรือผลข้างเคียงจากการใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือจอมือถือ ที่เกิดต่อเด็กปฐมวัย มีมากมายหลายประการ หน้าจอ (วิธีนำเสนออย่างวูบไหว และการเปลี่ยนได้เองอย่างง่ายๆ แค่ใช้ปลายนิ้ว) เป็นบ่อเกิดของโรคสมาธิสั้น กระทบต่อการเรียนรู้ เด็กขาดประสบการณ์จริงที่จะสร้างวงจรประสาทใหม่ในสมอง ซึ่งจะพัฒนาเป็นสติปัญญาการรู้คิด และการรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจะสร้างได้ด้วย “มนุษย์สัมผัสมนุษย์” เท่านั้น นี่คือสาระที่การประชุมโอเพ่นอายของประชาคมยุโรปเน้นย้ำ
และชี้ให้เห็นถึงปัญหาต่อกาย ใจ และภัยสังคม อันเนื่องมาจากการที่อยู่หน้าจอนานๆ ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวไปทำกิจกรรม รวมถึงออกกำลังกาย ย่อมมีผลเสียต่อสุขภาพกายของเด็ก ส่วนด้านจิตใจ สมองจะถูกสะกัดกั้นการเชื่อมต่อของเชลล์สมองส่วนที่เกี่ยวกับการรู้คิดไม่ถูกกระตุ้น แต่กลับถูกกระตุ้นในส่วนของอารมณ์ และหากปล่อยให้เด็กเล่นตามลำพัง การออนไลน์มีโอกาสเสี่ยงในแง่เนื้อหาที่เป็นพิษภัยและผู้ไม่ประสงค์ดีที่เข้ามาในโลกเสมือน
ในส่วนของปัญหาทางใจ พบว่ามีเด็กหน้าจอจำนวนไม่น้อยที่เป็นเด็กมีปัญหาทางอารมณ์ รู้สึกเครียด เหงา ว้าเหว่ เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ และส่งผลให้เด็กดื้อดึงและต่อต้าน ที่เรียกว่า "พฤติกรรมต่อต้านสังคม"
พฤติกรรมต่อต้านสังคมคืออะไร เป็นอย่างไร
การที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตแทบทุกอย่าง พ่อแม่ส่วนหนึ่งก็นำเทคโนโลยีเข้ามาเลี้ยงดูลูก ให้ลูกเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ให้ลูกดูโทรทัศน์ ให้ลูกก้มหน้าก้มตารูดหน้าโทรศัพท์จอใส ด้วยความที่อยากให้ลูกอยู่นิ่งๆ ไม่รบกวนพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยหวังว่าจะเป็นผลดี แต่อาจเกิดผลในทางตรงกันข้าม ถึงขั้นทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมต่อต้านสังคม (anti-social behavior)
ความชัดเจนของผลกระทบดังกล่าวนี้ นักวิชาการได้อ้างอิงจากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโอทาโก นิวซีแลนด์ ซึ่งได้ศึกษาเรื่องโทษของโทรทัศน์ที่มีต่อเด็ก เมื่อปี 2014 สรุปได้ว่า การเลี้ยงลูกโดยนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสามารถทำให้ลูกๆ อยู่นิ่งไม่รบกวน แต่แท้จริงแล้วมีภัยแฝงตัวอย่างเงียบๆ นั่นคือ พฤติกรรมต่อต้าน
สังคม นั่นคือ พบว่าเด็กที่ดูโทรทัศน์มากเกินไป ส่งผลต่อการเป็นคนก้าวร้าว นิสัยดุร้าย และเสี่ยงกับโรคทางจิตที่แสดงออกในรูปของความก้าวร้าวและเป็นปฏิปักษ์กับสังคมซึ่งก็คือ พฤติกรรมต่อต้านสังคม นั่นเอง
พฤติกรรมต่อต้านสังคม หมายถึงการกระทำที่มักจะแสดงความขัดแย้งกับบรรทัดฐานทางสังคม ไม่ชอบทำตามกฏเกณฑ์ เป็นความประพฤติที่แตกต่างไปจากปกติทั่วไป ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง
ลักษณะของพฤติกรรมต่อต้านทางสังคม ในช่วงแรกอาการจะซน อยู่ไม่นิ่งพูดคุยเก่ง และเข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่พฤติกรรมที่แท้จริง คือ ความเห็นแก่ตัวนึกถึงแต่ตัวเอง เวลาโกรธไม่สามารถยับยั้งตัวเองได้ ไม่เป็นมิตร และก้าวร้าว ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะแสดงออกมาทางทั้งคำพูดและการกระทำ
ตัวอย่างของพฤติกรรมต่อต้านทางสังคมของเด็ก เช่น การตั้งใจละเมิดกฎเกณฑ์ไม่ทำตามกฎระเบียบของโรงเรียน ฝ่าฝืน ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ หรือคุณครู หรือเด็กบางคนอาจจะโกหกและขโมยของที่ตัวเองอยากได้หรือเพียงเพื่อแกล้งคนอื่นเพื่อสร้างความสะใจ

สาเหตุของพฤติกรรมต่อต้านสังคม เกิดขึ้นจากสาเหตุ 2 ประการ คือ
- จากฮอร์โมน่ในร่างกาย โดยเฉพาะ ฮอวํโมนชิโรโตนิ่น (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนในการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ถ้าฮอร์โมนชนิดนี้ผิดปกตินอกเหนือจากเกิดพฤติกรรมต่อต้านสังคม แล้วยังก็ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า หรือสมาธิสั้น
- จากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ พ่อแม่บางคนเลี้ยงลูกอย่างเข้มงวดเกินไป หรือปล่อยปละละเลยลูก หรือพ่อแม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวจะส่งผลให้ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่ฟังไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
การปล่อยปละละเลยให้ลูกอยู่หน้าจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ดูแลเอาใจใส่ด้วยความรักความเข้าใจ เป็นปัจจัยนำส่งสู่ปัญหาทางใจของเด็ก ซึ่งงานวิจัยได้พบแล้วว่านำไปสู่พฤติกรรมต่อต้านสังคม
หลุมพรางบนถนนไฮเทค
ด้วยความตระหนักในปัญหาที่เด็กเจเนอเรชั่นดิจิทัลต้องเผชิญ หากพ่อแม่ผู้ปกครองหรือครู "ตกหลุมพราง" ของเทคโนโลยี สำคัญผิดคิดว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือการนำชีวิตให้สะดวกสบาย แม้กระทั่งการเลี้ยงดูลูก
ที่ประชุมโอเพ่นอายจึงมีมติร่วมกันว่า "เราจะมิให้เด็กปฐมวัยถูกรุกรานโดยหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่กำหนดกฎเกณฑ์มาจากนักการเมือง (รัฐบาล) และหน้าจอใสที่เป็นพิษภัยต่อเด็ก" ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า จะร่วมกันเป็นผู้พิทักษ์สิทธิเด็กเพื่อให้เด็กได้เล่นกับพ่อแม่และเพื่อนพ้องน้องพี่ของเด็ก เล่นแบบจินตนาการ (imaginative play) ได้แก่ การเล่นบทบาทสมมุติ ทำให้สนุกเป็นเรื่องราว ซึ่งจำเป็นอย่างมากของชีวิตในช่วงวัยเด็กอันสดใส โครงการ “โอเพ่นอาย” ดำเนินมาร่วมทศวรรษและยังต้องเปิดตาเบิ่งความเป็นไปของโลกยุคดิจิทัล และเปิดความคิดเพื่อแสวงหาหนทางการพิทักษ์เด็กพร้อมๆ ไปกับการพัฒนาเด็กให้เป็นฐานรากอันแท้จริงของสังคมอนาคต
ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครอง ขานรับการพิทักษ์เด็กแห่งยุคดิจิทัลด้วยการไม่ปล่อยให้เด็กของเราผลัดหลงเข้าไปในหลุมพรางของถนนสายเทคโนโลยีที่ได้ป้ายปักว่าเป็นความก้าวหน้าของโลก หากแต่มีซอกซอยที่นำไปสู่ความก้าวร้าว
ซึ่งหากไม่ตั้งสติให้ดีอาจกลายเป็น "ก้าวร้าย" ที่คาดไม่ถึง

ที่มาของข้อมูล : MIDL for Kids การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย (หน้า 51-54)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ







