ครูนักสร้างสรรค์ พื้นที่การเรียนรู้ Learning Space
เด็กกับการเล่นเป็นสิ่งคู่กันมาตามธรรมชาติ เด็กเจริญเติบโตขึ้นมาพร้อมกับพัฒนาการเกี่ยวกับการเล่น เด็กสามารถเล่นได้โดยไม่ต้องมีใครสอน ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเด็กสามารถเล่นของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้าของเขาได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องมีใครบอกหรือชี้แนะวิธีเกี่ยวกับการเล่น มีหลักฐานยืนยันว่าการเล่นมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมอง โดยการเล่นจะกระตุ้นให้มีการเพิ่มขึ้นของเซลล์สมอง
พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) จึงเป็นกุญแจสำคัญของการขยายการเรียนรู้ให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่จะเรียนผ่านการเล่น เป็นวิธีการเรียนที่ได้ผลที่สุด เพราะฉะนั้นครูต้องจับหัวใจเรื่องนี้เพื่อนำไปออกแบบการเรียนรู้ที่จะทำให้เด็กมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่เรียนให้มากที่สุด แล้วปรับพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนให้สอดคล้องกับเรื่องที่จะเรียน
อาจารย์สืบศักดิ์ น้อยตัด (ผู้ดูแลโครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กตามแนวทางการเลี้ยงลูกด้วยความรักของสมเด็จย่า) ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการออกแบบและสร้างพื้นที่การเรียนรู้ของทีมครูอนุบาลโรงเรียนรุ่งอรุณ ดังนี้ค่ะ
ชวนครูมอง ทำไมต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้
ปฐมวัยจะเรียนรู้ผ่านการเล่น ธรรมชาติของเด็กชอบเล่นพื้นที่แบบไหนเด็กก็หาวิธีเล่นได้ เล่นอย่างสนุกเสียด้วย ครูจึงต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้

สภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมพฤติกรรมการเรียนรู้เป็นอย่างไร...
สภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมพฤติกรรม :
1. บรรยากาศคล้ายบ้าน เป็นพื้นที่สะอาด สว่าง โปร่งสบาย อากาศถ่ายเท การจัดเก็บของเป็นระเบียบ และแบ่งพื้นที่ในห้องให้มีการใช้งานแตกต่างกันไป เห็นสัดส่วนพื้นที่การใช้งานชัดเจนไม่โล่งเกินไป มีสัญลักษณ์ (ความหมายบ่งบอกว่าแต่ละพื้นที่ใช้ทำอะไร เด็กจะอ่านพื้นที่ออก ใช้พื้นที่เป็น จัดการตนเองได้ เรียนรู้ว่าพื้นที่นั้นเล่นหรือใช้อย่างไร
2. เป็นของจริง เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจความหมายของสิ่งนั้นตามความเป็นจริง เช่น บล็อกทรงเรขาคณิตที่ทำจากไม้ เด็กเข้าใจคุณสมบัติของไม้ตามความจริง ทั้งสี น้ำหนัก ผิวสัมผัส อุณหภูมิ กลิ่น
3. การเรียนรู้
- ใกล้ชิดธรรมชาติ ธรรมชาติช่วยกล่อมเกลาจิตใจเด็กให้อ่อนโยน ละเอียดอ่อน ผ่อนคลาย และเป็นสื่อให้เด็กได้เรียนรู้ความเป็นจริงของธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และเรียนรู้การปรับตัวอยู่กับธรรมชาติ
- ง่ายต่อการใช้งานเด็กทำเองได้ เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทำ ทำได้เอง เพื่อให้เด็กรู้สึกมั่นใจในการทำ เป็นการปลูกฝังความรับผิดชอบ เพราะถ้าพื้นที่นั้นยากต่อการใช้งาน เด็กจะไม่อยากทำ
- ท้าทายสติปัญญา เด็กได้ใช้ร่างกาย ประสาทสัมผัส และศักยภาพต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อเล่น ทำการงาน ลองผิดลองถูก และเกิดการเรียนรู้ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและอารมณ์ สังคม สติปัญญา
รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม อธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์ และผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ กล่าวว่า
“ไม่ว่าจะในห้องเรียน หรือนอกห้องเรียนทุกแห่งเป็น Learning Space ได้ทั้งนั้น
ถ้าพื้นที่นั้นท้าทายเด็กและเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง”
ทำอย่างไร ครูจึงจะสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่หล่อหลอมพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กได้
1. รู้และเข้าใจพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
ในวัยปฐมวัยนั้นพัฒนาการทางด้าน “ร่างกาย” จะปรากฏเด่นชัดที่สุด สังเกตได้จากการเล่น การเคลื่อนไหว และการหยิบคว้าสำรวจสิ่งรอบตัวตลอดเวลา มีลักษณะ “อยู่ไม่นิ่ง” แต่ในขณะที่เกิดพัฒนาการทางกายนั้น พัฒนาการทางอารมณ์ สังคมและสติปัญญาก็จะเกิดขึ้นไปในคราวเดียวกันอย่างบูรณาการ “เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการลงมือทำ การสื่อด้วยภาษาพูด”
รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม กล่าวว่า
“สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามและเป็นโจทย์ตั้งตนในการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space)
คือ การออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ (Learning Vision) และกระบวนการเรียนรู้(Learning Process)
2. กำหนดเป้าหมายในการออกแบบพื้นที่
เด็กอนุบาลเป็นวัยที่เพิ่งจากบ้านมาเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกันในโรงเรียนที่เปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ของเด็ก ๆ การออกแบบสภาพแวดล้อมทั้งในและนอกห้องเรียนให้มีลักษณะคล้ายบ้าน จะช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ รู้สึกอบอุ่น คุ้นเคย เหมือนอยู่บ้าน และเรียนรู้อย่างมีความสุข ในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ ครูจะ ออกแบบแต่ละพื้นที่เพื่อเป้าหมายให้เด็กเรียนรู้อะไร ด้วยกระบวนการเรียนรู้อะไร คือ สองปัจจัยสำคัญที่ครูต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบและสร้างพื้นที่การเรียนรู้

เป้าหมายการเรียนรู้ คือ
- การดูแลและพึ่งพาตนเอง “กิน อยู่ ดู ฟัง” เป็น
- การพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ/อารมณ์ สังคม สติปัญญา
กระบวนการเรียนรู้
- การทำงานกิจวัตร
- การเล่น
- การใช้ชีวิตร่วมกันในกิจกรรมต่าง ๆ
3. สร้างพื้นที่ตามเป้าหมายและการเรียนรู้ของเด็ก จากเป้าหมายการเรียนรู้และพื้นที่ทางกายภาพในโรงเรียน เราสามารถแบ่งพื้นที่การเรียนรู้ได้เป็น 3 พื้นที่หลัก ๆ คือ

3.1 พื้นที่เพื่อการเรียนรู้ในวิถีชีวิตประจำวัน เป็นการพาเด็กรู้จักพึ่งพาตนเองในวิถีชีวิตประจำวัน ลงมือทำอย่างมั่นใจว่า “หนูทำได้” การงานในกิจวัตรของเด็กอนุบาล ได้แก่ งานบ้าน งานครัว งานสวน งานเล่น และงานคิด อ่าน เขียน

3.2 พื้นที่เพื่อการเรียนรู้ในห้องเรียน ออกแบบการจัดห้องเรียนให้เป็นบ้านของเด็กปฐมวัย เด็กเป็นผู้เรียนรู้จากการอ่านพื้นที่ออก และใช้พื้นที่เป็น ผ่านการเล่นและการใช้ชีวิตร่วมกันในกิจกรรมต่าง ๆ ห้องเรียนควรโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก สว่างด้วยแสงธรรมชาติ มีหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นธรรมชาติข้างนอก การมองเข้ามาในห้องที่เป็นธรรมชาติจะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่น สบายใจที่จะอยู่ห้องนี้ มีการจัดเรียงของเล่นอย่างเป็นระบบ ภายในห้องเรียนรู้จะมีมุมการเรียนรู้ต่าง ๆ ครูต้องใช้จินตนาการและจัดมุมให้เหมาะสม
3.3 พื้นที่เพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียน เป็นพื้นที่เล่นอิสระ ภายใต้โครงสร้างและการออกแบบเครื่องเล่นที่สร้างสรรค์ ท้าทายพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กแต่ละวัยให้เติบโตและใช้ร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว รวมทั้งการออกแบบกระบวนการพาเด็กเรียนรู้จากพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติอันเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของเด็กปฐมวัย
ธรรมชาติ คือ พื้นที่เล่นที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ดิน ต้นไม้ ทราย น้ำ สายลม แสงแดด เป็นเพื่อนเล่นที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ละเอียดอ่อน ผ่อนคลาย เป็นสื่อการเรียนรู้ปลายเปิดที่เด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ในการสำรวจ สร้างสรรค์การเล่น สร้างความท้าทาย เพื่อประลองความรู้และความสามารถของตนเอง ทั้งยังเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กเข้าไปค้นหา ทั้งด้านภาษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือด้านสังคม เด็กจึงเรียนรู้ได้อย่างไม่รู้เบื่อ ครูจึงต้องออกไปสำรวจพื้นที่ธรรมชาติรอบโรงเรียน แล้วออกแบบแผนการเรียนรู้ (Lesson design) พาเด็กเรียนรู้จากธรรมชาติ ใช้พื้นที่นั้น ๆ เป็นโอกาสของการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างเต็มที่

ครูนักสร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้ Learning Space ครูจะต้องอ่านเด็กออก รู้และเข้าใจพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็กปฐมวัยก่อน เด็กต้องการเรียนรู้อะไร แล้วสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ออกแบบมุมการเรียนรู้แบบใหม่ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรง และเป็นจริงตามบริบทชีวิต
ดังนั้น ครูปฐมวัยหัวใจใหม่จึงต้องมีสมรรถนะการมองหาโอกาสในการเรียนรู้จากพื้นที่การเรียนรู้โดยรอบของตนเอง สามารถดัดแปลง และสร้างสรรค์พื้นที่ที่มีอยู่เดิมให้สอดรับกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมากที่สุด โดยคำนึงถึงพัฒนาการและสุขภาวะของเด็กเป็นสำคัญ
ที่มาของข้อมูล : ครูนักสร้างสรรค์ พื้นที่การเรียนรู้ Learning Space (หน้า 19-44)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ








