บทบาทของพ่อแม่
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะสมอง EF ของเด็ก
(ภาพจาก https://th.theasianparent.com)
บทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะสมอง EF สำหรับเด็กปฐมวัย ที่พ่อแม่ควรรู้และใส่ใจ ดังต่อไปนี้
1. มีความสนใจ ใฝ่รู้
พ่อแม่ควรหาความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการพัฒนาทักษะสมอง EF และความรู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมพัฒนาการ และทักษะที่จำเป็นสำหรับลูกจากหลากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนผู้ปกครองร่วมไปกับครูของลูก ค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือหรือ Website แล้วนำความรู้มาวิเคราะห์ และปรับให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของพ่อแม่และลูก
2. สร้างความผูกพันที่ดี
ความรักความผูกพันในครอบครัว ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างพ่อกับแม่และสมาชิกในครอบครัว บนพื้นฐานของความรัก ให้เกียรติ ให้อภัย และยอมรับในความแตกต่าง ความผูกพันที่ดีในครอบครัวจะเป็นรากฐานที่สำคัญของความมั่นคงทางจิตใจ เห็นคุณค่าของตนเอง ทำให้มีความพร้อมที่จะเปิดโลกการเรียนรู้มีความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา มีจิตใจที่เข้มแข็ง กล้าเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคเช่นเดียวกัน ความผูกพันที่ดีก็จะมีผลต่อการพัฒนาทักษะสมอง EF เพราะสมองจะเปิดรับการเรียนรู้ และทำงานได้ดีในสภาวะที่คนเรารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
3. เรียนรู้ที่จะรู้จักลูก
การพัฒนาลูกให้มีทักษะสมอง EF ที่ดี และการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของลูกนั้น ไม่ใช่เพียงการนำความรู้และกระบวนการต่าง ๆ มาใช้ทันที แต่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ "ลูก" ให้รู้จักที่จะเข้าใจ และยอมรับความเป็นตัวตนของลูก ความสามารถ ความถนัด จุดแข็งจุดอ่อนของลูก ไม่เอาลูกมาเปรียบเทียบกัน หรือเปรียบเทียบกับเด็กอื่น การเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับลูกด้วยการทำกิจกรรมหรือลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ไปด้วยกัน เช่น สนุกกับการทำอาหาร เตรียมจัดงานวันเกิดให้คุณยาย จะช่วยให้เราเข้าใจลูกได้ดีขึ้น ได้เห็นวิธีคิด วิธีการทำงานการตัดสินใจเลือก และยังได้สนุกสนาน ได้เผชิญอุปสรรคไปพร้อม ๆ กัน ลูก ๆ จะรู้สึกว่าพ่อแม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน
4. การฝึกวินัยเชิงบวก
การฝึกวินัยเชิงบวก หมายถึง การฝึกฝนให้ลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยเกิดจากการกำกับตัวเองได้ ภายใต้บรรยากาศที่ดีในการฝึกฝน ลูกจะรู้สึกถึงความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้น ภูมิใจที่สามารถกำกับตัวเองได้ได้เรียนรู้วิธีการที่จะวิเคราะห์พฤติกรรมของตนว่ามีผลต่อตนเองหรือผู้อื่นอย่างไร และเรียนรู้วิธีที่จะพัฒนาตนเอง
เมื่อลูกใช้วินัยกำกับตัวเองไปเป็นระยะเวลานานก็จะเกิดเป็นพฤติกรรมความเคยชิน และค่อย ๆ กลายเป็นลักษณะนิสัยที่ดี และลงลึกถึงการมีจิตสำนึกที่ดีในที่สุด เช่น การฝึกให้ลูกเก็บของเล่นของใช้เข้าที่ทุกครั้ง ลูกจะเติบโตเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน เป็นคนมีระเบียบ มีสำนึกต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
เมื่อการฝึกวินัยเชิงบวกเป็นการฝึกการกำกับตัวเองของลูก จึงหลีกเลี่ยงการฝึกด้วยวิธีการลงโทษ เพราะเป็นการควบคุมโดยใช้อำนาจจากภายนอกที่จะหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เต็กหยุดทำพฤติกรรมได้แต่จะมีความรู้สึกทางลบ เช่น ความเครียด กดดัน กลัว โกรธ นั่นย่อมกล่าวได้ว่า การฝึกด้วยการลงโทษไม่อาจสร้างวินัยในตนเองให้เกิดขึ้นกับเด็กได้นั่นเองการสร้างวินัยเชิงบวกที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทักษะสมอง EF ของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีองค์ประกอบ 5 T (Thanasetkorn, 2009) ได้แก่
1. T-Target behavior (กำหนดเป้าหมายพฤติกรรมที่ต้องการฝึก)
2. T-Teach (สอนว่าจะต้องทำอย่างไร)
3. T-Train ฝึกฝนให้ทำจนเกิดความคล่องแคล่ว)
4. T-Time (ให้เวลาในการฝึกและค่อยๆ พัฒนาเป็นจิตสำนึกที่ดี)
5. T-Trust (การฝึกฝนอยู่ภายใต้ความรู้สึก "เชื่อใจกัน" ของพ่อแม่และลูก)
5. เป็นต้นแบบพฤติกรรมที่พึงประสงค์
เด็กเรียนรู้ได้ดีจากการเลียนแบบ และแบบอย่างที่เด็กเลียนแบบมากที่สุดคือ พ่อแม่ พฤติกรรมของพ่อแม่อยู่ในสายตาของเด็กตลอดเวลา ดังนั้น พฤติกรรมใดที่ต้องการให้เกิดกับลูกต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ก่อน หรืออย่างน้อยก็เริ่มไปพร้อม ๆ กับลูก ดังคำกล่าวที่ว่า ลูกทำให้พ่อแม่มีนิสัยที่ดีขึ้น อยากให้ลูกตื่นแต่เช้า พ่อแม่ก็ต้องตื่นแต่เช้าด้วยเช่นกัน อยากให้ลูกกินผัก แม้พ่อจะไม่ชอบกิน ก็ต้องกินผักไปพร้อมกับลูก ดังนั้น หากต้องการให้ลูกมีการพัฒนาทักษะสมอง EF ที่ดี พ่อแม่ต้องพยายามพัฒนาตนให้มีองค์ประกอบของทักษะสมอง EF ทั้ง 9 ด้านไปพร้อม ๆ กับลูกด้วย เช่น ถ้าต้องการให้ลูกมีทักษะด้านควบคุมอารมณ์ พ่อแม่ก็ต้องเป็นต้นแบบในการควบคุมอารมณ์ด้วยเช่นกัน
6. ให้โอกาสลูกได้เรียนรู้และเผชิญปัญหา
การเรียนรู้ของเด็กนอกจากจะเรียนรู้จากการเลียนแบบ ดังได้กล่าวไว้ในข้อ 5 แล้ว การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดจากการได้รับประสบการณ์ตรงจากการได้ฟัง ได้ดม ได้เห็น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส และลงมือทำสิ่งต่าง ๆ และเด็กนั้นเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาการเรียนรู้ที่ดีจึงควรให้โอกาสเด็กได้หยิบจับ และลงมือทำ เริ่มจากกิจวัตรประจำวันของตนเอง การช่วยงานบ้าน การมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น การเล่น และทำกิจกรรมที่สนุกสนาน
เมื่อลงมือทำย่อมเกิดการเรียนรู้ และเผชิญกับปัญหาในชีวิตประจำวัน ลูกจะได้รับโอกาสในการฝึกทักษะการลงมือทำและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง หากติดขัดก็ได้รับการชี้แนะอย่างเหมาะสม ยิ่งทำมากก็ยิ่งทำให้เกิดการพัฒนาทักษะสมอง EFในหลายด้านด้วยกัน หรืออาจจะเรียกว่าได้ฝึกทักษะครบทุกองค์ประกอบก็ว่าได้ เช่น ด้านจดจ่อใสใจ จำเพื่อใช้งาน ยืดหยุ่นความคิด ยั้งคิดไตร่ตรอง ริเริ่มลงมือทำเป็นต้น และจะน่าเสียดายแค่ไหนถ้าเราไม่ปล่อยให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะกลัวลูกทำไม่ได้ ทำไม่ดี ใจร้อนด่วนทำให้ลูกเสียเอง หรือสุขใจที่ได้ทำให้ลูกเพราะเห็นว่ายังเล็ก ดังนั้น เมื่อลูกประสบปัญหาที่ลูกพอรับมือได้ อย่ายื่นมือเข้าไปช่วยเร็วเกินไป ปล่อยให้ลูกได้เผชิญปัญหาและหาทางแก้ด้วยตนเอง การให้ลูกเผชิญปัญหานั้น แม้ลูกจะรู้สึกกดดันบ้าง เครียดบ้าง ก็เหมือนเป็นการให้วัคซีนลูกที่จะเติบโตอย่างแข็งแรง และให้ลูกได้พบกับความสุขจากความสำเร็จที่เกิดจากสติปัญญาและความเพียรพยายามของตนเอง
7. ให้รับผิดชอบงานบ้าน
การมอบหมายงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ลูกทำ จะทำให้ลูกเป็นคนรักการทำงานมีทักษะในการทำงาน ขยัน กระตือรือร้น รู้จักวางแผน และลงมือทำ มีความรับผิดชอบและมีน้ำใจ ฯลฯ นั่นคือ ลูกได้พัฒนาทักษะสมอง EF ไปพร้อมกันหลาย ๆ ด้าน เพราะงานบ้านเป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by Doing)

(ภาพจาก https://happymom.in.th/th/tips/nursery-care-1y)
การรับผิดชอบงานบ้าน ยังมีความสำคัญอีกด้านหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามไป คือ การรับรู้ถึง "ความเป็นครอบครัวเดียวกัน" นั่นคือ การใช้เวลาด้วยกัน ความรับผิดชอบบ้านของเรา การทำงานบ้านด้วยกัน กุลีกุจอช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก การสานสัมพันธ์ด้วยการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนในครอบครัว การทำงานบ้านจึงเป็นเครื่องมือในการสร้างความรักความห่วงใยในครอบครัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กมีจิตใจที่หนักแน่นพร้อมเผชิญปัญหาและอุปสรรค มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เพราะมีบ้านเป็นฐานที่มั่นทางใจ มีคนในครอบครัวที่พร้อมจะให้กำลังใจ ให้อภัย และยินดีเมื่อประสบความสำเร็จ เด็กเหล่านี้จะเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว และขยายความรักความผูกพันสู่ครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น คือสังคม และประเทศชาติ
8. ตั้งเป้าหมายความสำเร็จของลูก
หากถามพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ ว่าตั้งเป้าหมายอะไรให้กับชีวิตลูก ส่วนใหญ่ก็จะตอบตรงกันว่าต้องการให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตและมีความสุข แต่เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่พ่อแม่ให้การอบรมเลี้ยงดูลูก กลับมีความแตกต่างกันอย่างมากมายบางครอบครัวเร่งรัดการอ่านเขียนเรียนเร็ว บางครอบครัวปล่อยให้อยู่กับ Ipad, Iphone บางครอบครัวให้ลูกมีกิจกรรมเสริมพัฒนาการมากมายจนเรียกว่า Over Program บางครอบครัวมีกิจกรรมของครอบครัวที่ทำร่วมกัน เช่น ไปทำขนมบ้านคุณย่า ช่วยคุณแม่ซักผ้า ช่วยคุณพ่อล้างรถ เมื่อเป็นเช่นนี้ เป้าหมายปลายทางที่ได้รับจึงให้ผลที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน
ลองทบทวนดูดีกว่าว่าเป้าหมายปลายทางที่ตั้งไว้ หรือเป้าหมายหลักนั้นเป็นเป้าหมายที่มีคุณค่า และมีความหมายต่อชีวิตลูกอย่างยั่งยืนหรือไม่ คิดต่อให้ชัดว่าอะไรที่จะบอกถึงความสำเร็จในชีวิตของลูก และความสุขในชีวิตคืออะไร ที่สุดแล้ว
ลูกสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าในตนเอง ผู้อื่น รวมถึงต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ เพราะทัศนะต่อการดำรงชีวิตจะมีผลต่อการเลี้ยงดูลูก และการเลี้ยงดูลูกจะหล่อหลอมทั้งความคิดและจิตใจของลูก
เมื่อเป้าหมายปลายทางหรือเป้าหมายหลักชัดเจนแล้ว ต้องมีเป้าหมายระยะสั้นและกระบวนการย่อยที่รองรับและสอดคล้องกับเป้าหมายหลัก เป้าหมายต้องอยู่ในใจเสมอ ให้หมั่นตรวจสอบสิ่งที่ทำกับผลที่ลูกได้รับอยู่เสมอว่าหลุดเป้าหมายไปหรือไม่ ตอบสนองความต้องการ ความพร้อมและธรรมชาติของลูกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดีเป้าหมายก็ต้องมีความยืดหยุ่นให้พอเหมาะพอดี อย่าติดกับความคิดเดิมอย่างเดียว ต้องปรับให้เหมาะกับลูกและสภาพการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันด้วย
9. ทำงานร่วมกับครู
เมื่อลูกเข้าโรงเรียนก็ไม่ได้หมายความว่าภาระการฝึกฝนอบรมเลี้ยงดูตกไปเป็นของครูและโรงเรียน เพราะบ้านยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อลูก ให้ถือว่าบ้านและโรงเรียนเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาลูกร่วมกัน แต่เนื่องจากความเชื่อ ทัศนคติ และประสบการณ์ของครูและพ่อแม่แต่ละคนก็แตกต่างกัน จึงต้องหมั่นพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะระหว่างกัน เพื่อให้มีเป้าหมายที่ตรงกัน และมีวิธีการอบรมเลี้ยงดูไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกัน ซึ่งจะเป็นผลในทางลบต่อลูก
การทำงานร่วมกันระหว่างบ้าน และโรงเรียนควรอยู่บนทัศนะเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อใจ ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน พ่อแม่ควรให้ความเคารพในวิชาชีพครู เคารพในวิธีการทำงานของครู หากสงสัย ข้องใจ หรือไม่พอใจ ควรไต่ถามเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน ไม่ควรเก็บความขุ่นข้องใจเพราะจะกระทบต่อสัมพันธภาพที่ดี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาลูก อีกทั้งการบ่นว่าลับหลังครูแต่อยู่ต่อหน้าลูก จะทำให้ลูกเกิดความสับสน กังวลใจ เพราะส่วนใหญ่เด็กนั้นจะรักทั้งพ่อแม่และรักครู
เมื่อพ่อแม่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ทั้งสองฝ่ายจะประสานมือ ประสานใจเป็นหนึ่งในการพัฒนาลูกไปในทิศทางเดียวกัน พ่อแม่และครูจะมีความสุขความเบิกบานใจที่ได้เห็นความก้าวหน้าของของคนที่เรารักเติบโตอย่างงดงาม
"มีทัศนคติที่ดีต่อกัน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างบ้าน และโรงเรียน
ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะทำให้การทำงานมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะทำให้การทำงานมีความสอดคล้องกันระหว่างบ้านและโรงเรียน"

![]()
ที่มาของข้อมูล : คู่มือ Executive Functions สำหรับครูปฐมวัย (หน้า 166-171)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ








