ทำอย่างไร (ครู) จะมองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็ก
(ภาพจาก โรงเรียนเซนต์ปีเตอร์ ธนบุรี และโรงเรียนแม่พระสกลสงเคราะห์)
Visible Learning คือ สภาวะการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มองเห็นได้ เกิดขึ้นขณะที่ผู้เรียนกำลังเรียนรู้ในเรื่องที่สนใจด้วยวิธีการเรียนรู้ต่าง ๆ (Learning Style) สังเกต ลงมือทำ ประเมิน ลองผิดลองถูกเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ด้วยตนเอง
ทำไมครูต้องมองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็ก
ปกติเด็กมีฉันทะ กระตือรือร้นอยากเรียนอยู่แล้ว หากเป็นเรื่องที่เขาสนใจ และมีความหมายกับเขาโดยตรง เมื่อครูมองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็ก ครูจะสามารถช่วยเด็กขยาย/ ต่อยอดการเรียนรู้ ทำสิ่งที่รู้ให้ชัดขึ้น ทำไปจนสุด สร้างความรู้จากความเข้าใจ พัฒนาทักษะ ทำให้เด็ก เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ รู้ว่าตนเองทำอะไรได้ และมั่นใจในความสามารถของตนเอง (Self – Esteem) ในขณะเดียวกัน เมื่อครูมองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน รู้ว่าเด็กคิดอะไร รู้อะไร และครูจะต่อยอดการเรียนรู้กับเด็กได้อย่างมีความสุข สนุกกับการจัดการเรียนรู้อย่างเชื่อมั่น และวางใจว่าเด็กทุกคนเรียนรู้ได้
ทำอย่างไรครูจะมองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็ก
เด็กปฐมวัยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โลกการเรียนรู้ของเด็กไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะในทุกการเล่น และการลงมือทำของเด็กมีความรู้เกิดขึ้นเสมอ แล้วปัจจัยอะไรที่จะช่วยให้ครูปฐมวัยมีสายตามองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็กที่เกิดขึ้น แล้วพาเด็กขยายการเรียนรู้ไปสู่ความเข้าใจในเรื่องที่เขากำลังสนใจได้ มี 7 ประการ ดังนี้
1. เชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของเด็ก
เชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนเรียนรู้ได้ วางใจว่าการเรียนรู้เป็นของผู้เรียน การวางใจเช่นนี้จะทำให้ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตัวเอง และรอเป็น ไม่รีบเข้าไปช่วย เพราะวางใจว่านี่เป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็ก มากกว่าเป็นพื้นที่สอนของครู เปิดโอกาสให้เด็กได้ประลองความรู้ ลงมือแก้ไขปัญหา ทำจนสุด ครูจะคอยสังเกต รอจังหวะที่เหมาะสมแล้วเข้าไปชวนคุย หรือตั้งคำถามเพื่อขยายการเรียนรู้ของเด็กต่อไป
2. จัดการเรียนรู้แบบเปิด และ Active Learning
เป็นการเรียนรู้ที่เปิดพื้นที่ เปิดโอกาส ใช้สถานการณ์โจทย์ปลายเปิด ท้าทายให้เด็กได้ใช้ศักยภาพทุกด้าน โดยการเลือกใช้สื่อและจัดพื้นที่การเรียนรู้ที่ท้าทาย ดึงดูดความสนใจของเด็ก เพื่อให้เด็กเอาตัวเองเข้าไปเรียนรู้ร่วมกับเพื่อน และครู ได้คิด ได้ทำ นำเสนอความคิด ลงมือทดลองความคิด แล้วเกิดประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้น ๆ ด้วยตัวเอง
3. มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเด็ก
เป็นความรู้และความเข้าใจในเรื่องพัฒนาการตามวัยของเด็กวัยนี้ รู้ว่าเด็กทำอะไรได้แค่ไหน ใช้ภาษาได้มากน้อยเท่าใด เขามีวิธีการเรียนรู้อย่างไร และความรู้ในเรื่องที่เด็กจะเรียน เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สุขภาพ ภาษา ที่จะช่วยในการออกแบบสภาพแวดล้อมให้เด็กอยากเข้าไปค้นหา เรียนรู้ และสามารถพาเด็กขยายการเรียนรู้ในเรื่องที่เขาสนใจได้
4. สังเกตและอ่านเด็กออก
จากสถานการณ์การเรียนรู้ตรงหน้า เด็กกำลังสนใจหรือทำความเข้าใจเรื่องอะไรอยู่ ในวัยอนุบาลสามารถสังเกตได้จากสีหน้า แววตา ท่าทาง และถ้อยคำที่เด็กพูดออกมา เช่น แววตาที่มุ่งมั่น จดจ่อ สนใจใคร่รู้ ท่าทางการเข้าไปสังเกต สัมผัส สำรวจ ลองทำ ประลองความสามารถซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำได้ จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ ครูปฐมวัยที่มีทักษะการสังเกตอย่างลึกซึ้ง ฟังเด็กเป็น และมีประเด็นการสังเกตในใจ จะอ่านอาการเหล่านี้ของเด็ก แล้วรอจังหวะเข้าไปช่วยขยายการเรียนรู้ได้
5. ยืดหยุ่นไปตามกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
ขณะที่เด็ก ๆ กำลังเรียนรู้ โดยเฉพาะในพื้นที่การเรียนรู้แบบเปิดที่เป็นธรรมชาตินอกห้องเรียน หรือในมุมการเรียนรู้ในห้องเรียน อาจมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้น ซึ่งท้าทายความสนใจของเด็กมากกว่าโจทย์เดิมที่ครูวางแผนไว้ เพราะเป็นเรื่องที่ "สด" และ "จริง" กว่าสำหรับเด็กในสถานการณ์เช่นนี้ ครูปฐมวัยจะต้อง ยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ที่กำลังดำเนินไปของเขา แล้วฉวยสถานการณ์ตรงหน้าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ของเด็ก
6. ตั้งคำถามเพื่อขยายการเรียนรู้ของเด็ก
บทบาทหนึ่งของครูปฐมวัยคือ การเป็นนักตั้งคำถาม ในบรรยากาศการสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าการจงใจตั้งคำถามเพื่อให้เด็กตอบตามคำตอบที่ครูเตรียมไว้ แต่ชวนคิดชวนคุย บนความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน จะทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นว่ามีผู้รับฟังความคิดของเขาอย่างแท้จริง เด็กจะเกิดความวางใจในตัวครู เขาจะพยายามคิด และพยายามสื่อสารด้วยภาษาตามความเข้าใจของเขา ทำให้การเรียนรู้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ โดยครูอาจจะชวนพูดคุยถึงสิ่งที่เด็กกำลังทำ ตั้งคำถามให้เด็กสังเกต หรือขยายความคิด ให้สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่เป็นจริงได้ด้วยการลองทำ ช่วยกันทำ จนเกิดเป็นความรู้ ความเข้าใจใหม่ของตัวเด็กเอง
7. พาเด็กถอดความรู้และบันทึกความรู้
ขณะที่เด็กกำลังเล่นหรือทำกิจกรรมการเรียนรู้ ครูต้องบันทึกถ้อยคำของเด็กที่เกิดขึ้น แล้วพาเด็กถอดความรู้จากถ้อยคำของเด็กเองซึ่งทำได้ทั้งในพื้นที่เรียนรู้ และกลับมาล้อมวงสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกันที่ห้อง โดยครูจะเขียนคำตอบของเด็กขึ้นกระดาน เขียนเป็นหมวดหมู่และจัดเรียงอย่างเป็นลำดับ ในรูปแบบของผังความคิด พร้อมวาดภาพประกอบคำของเด็ก เพราะเด็กวัยนี้จะเรียนรู้ด้วยภาพ และเข้าใจความหมาย ของคำผ่านภาพ กระบวนการนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ครบวงจรของการเรียนรู้ เด็กได้ย้ำทวนความเข้าใจของตนเอง โดยการพูดระบุออกมา แล้วครูใช้กระบวนการเรียบเรียงบันทึกความรู้อย่างเป็นระบบ (Documentation) ทั้งภาษาพูด แล้วเห็นภาษาเขียนและภาษาภาพบนกระดานไปเป็นส่วนประกอบเดียวกัน จึงสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็ก ๆ จนเกิดเป็นความรู้เฉพาะของเด็กแต่ละคนต่อไปได้
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
ที่มาของข้อมูล : ครู ผู้มองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็ก Visible Learning (หน้า 17-22)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ







