เลี้ยงลูกให้เป็นฮีโร่ปกป้องโลกแบบชาวเยอรมัน
เป็นที่รู้กันว่าชาวเยอรมันขึ้นชื่อเรื่องความมีวินัย ตรงต่อเวลา และมีความจริงจังในการทำงานสูงมาก ทั้งประเทศนี้ยังมีระดับหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำ ที่สุดในยุโรป อาจฟังดูเป็นคุณลักษณะที่แข็งกร้าวไร้ซึ่งชีวิตชีวา ทว่าน้อยคนที่จะรู้ว่านี่คือหนึ่งในประเทศที่รักสีเขียว ๆ ของต้นไม้มากที่สุดในโลก และพวกเขาปลูกฝังจิตสำนึกนี้กันตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว เป็นเวลา 15 ปีมาแล้วที่การเรียนการสอนเกี่ยวกับ“การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” กลายมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของระบบการศึกษาเยอรมันประเทศนี้ไม่ได้มีหลักสูตรที่กำหนดโดยรัฐบาลกลางแบบที่กระทรวงศึกษาธิการบ้านเรากำหนด แต่ละรัฐของเยอรมนีกำหนดแนวทางการเรียนการสอนของตนขึ้นมา ในกรอบของการศึกษาแนวคิดแบบยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมที่ผนวกเข้ากับรายวิชาอื่น ๆ และที่นี่เด็ก ๆ ไม่ได้เรียนแค่ว่าภาวะโลกร้อนคืออะไร แต่พวกเขายังถูกกระตุ้นให้เรียนรู้กันลึกลงไปกว่านั้นว่าจะร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เผชิญอยู่อย่างไร

ที่เยอรมนีเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ความสำคัญของการอยู่กับธรรมชาติกันตั้งแต่เล็ก รายงานจาก Petra Lewalderคุณครูวิชาภูมิศาสตร์จากโรงเรียน Clara Schumann Gymnasium ในเมืองบอนน์เด็ก ๆ ชั้นอนุบาลจะได้เรียนรู้ว่าต้นไม้และผืนป่ามีความสำคัญอย่างไร พวกเขาได้รู้จักชื่อของต้นไม้ผ่านการสังเกตใบ ดอก ผลพอปีต่อมาพวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ต่อมาในเกรด 5 พวกเขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และขยายองค์ความรู้ขึ้นเรื่อย ๆ ในชั้นที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างโจทย์ในชั้นเรียนวิชาเคมีระดับมัธยม นักเรียนต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเอกสารเรียกร้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง ไบโอเอทานอล ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ว่าอาจกำลังขัดขวางราคาข้าวโพดในประเทศที่กำลังพัฒนา เด็ก ๆ สวมบทบาทเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เกษตรกร นักสิ่งแวดล้อมและตำแหน่งอื่น ๆ โต้แย้งกันด้วยข้อมูล ก่อนตัดสินใจว่าจะอนุมัติเอกสารหรือไม่ 87% ของนักเรียนเล่าว่าพวกเขารู้สึกว่าตนได้เรียนรู้บางอย่าง ส่วนอีก 75% ชี้ว่าพวกเขามีมุมมองต่อเชื้อเพลิงชีวภาพที่ต่างออกไป

แม้แต่ในวิชาต่าง ๆ ก็มีการปลูกฝังเรื่องรักษ์โลก ที่โรงเรียนมัธยม Emmy-Noether ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงเบอร์ลิน ประมาณ 1 ใน 4 ของเนื้อหาหนังสือเรียนวิชาภาษาอังกฤษเด็กเกรด 10 กำลังบอกเล่าถึงภัย คุกคามที่มีต่อโลก นั่นหมายความว่านอกจากเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้ว พวกเขายังได้รับรู้สถานการณ์ทางสิ่งแวดล้อมไปในตัว เช่น ประโยค “If we don’t do something about global warming, more polar ice will start to melt.” หรือในชั้นเรียนเกรด 11 พวกเขาได้รับโจทย์ให้แต่งกลอนเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” และนี่คือตัวอย่าง “The water level rises / The fish are in a crisis.”หลายกิจกรรมไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในห้องเรียน ที่โรงเรียน Gustav Falke มีโครงการ “BerlinClimate Schools” เพื่อสอนให้เด็ก ๆ ตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนั่นทำให้พื้นที่บางส่วนของโรงเรียนกลายมาเป็นแปลงผักขนาดเล็ก คุณครูมีโจทย์ที่น่าสนใจที่พวกเขาใช้สอนเด็ก ๆ ด้วยการให้นักเรียนลองวาดภาพโรงเรียนสีเขียวดูจินตนาการว่าโรงเรียน Gustav Falke จะเป็นอย่างไรหากนำแนวคิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมาใช้นักเรียนช่วยกันสร้างโมเดลของโรงเรียนในสัดส่วน1 ต่อ 100 ขึ้นมาและเติมต้นไม้ตลอดจนพื้นที่สีเขียวอื่น ๆ เข้าไป จากนั้นคุณครูช่วยให้ไอเดียของพวกเขาเป็นจริง ด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่มตามแผน ทั้งยังเพิ่มไม้เลื้อยตามกำแพงเข้าไป ซึ่งหนึ่งในเด็กนักเรียนอธิบายว่าการมีต้นไม้เลื้อยปกคลุมกำแพงจะช่วยให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว และลดความร้อนในหน้าร้อน เท่ากับว่าลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำความอบอุ่นและความเย็นของตัวอาคารไปด้วย ส่วนอีกชั้นเรียนหนึ่งให้โจทย์เด็ก ๆ ไปลองเดินสำรวจในละแวกบ้านของตนเอง เพื่อหาว่าจะช่วยให้ละแวกบ้านรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อย่างไรข้ามไปที่นครฮัมบวร์ก กระบวนการเรียนการสอนของพวกเขาไปไกลกว่าแค่ในรั้วโรงเรียน สมาคมการจราจรฮัมบวร์ก หรือ HVV เปิดโครงการสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ระบบขนส่งมวลชนแม้แต่เด็กเล็ก ๆ อย่างเด็กวัย 3 ขวบ การสอนประกอบด้วยข้อควรระมัดระวังด้านความปลอดภัย อย่างการรอ

หลังเส้นที่กำหนด ไปจนถึงมารยาทการใช้รถสาธารณะ และในฐานะที่เมืองแห่งนี้ติดกับแม่น้ำเด็ก ๆ จึงได้รู้จักการใช้บริการเรือสัญจร ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบขนส่งมวลชนสำคัญของเมืองด้วย เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเดินทางไปโรงเรียนเองได้เมื่อเติบโตขึ้น มากไปกว่านั้นคุณประโยชน์ตกต่อเมืองเอง เพราะถ้าเด็ก ๆ หันมาใช้รถสาธารณะ นั่นหมายถึงจำนวนรถยนต์บนท้องถนนที่น้อยลงไปด้วยเช่นกัน

ที่มา : จุลสารเพื่อนอนุบาล ฉบับที่ 2 ปี 2563 (หน้า 29-31)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ







