มาทำความรู้จักเชื้อไวรัส ก่อโรคโควิด-19 กันเถอะ
ทำความรู้จักเชื้อไวรัส ก่อโรคโควิด-19
เชื้อก่อโรคไวรัสตระกูลโคโรนา (มงกุฎ) มีชื่อทางการว่า SARS-CoV-2
ส่วนชื่อของโรคติดเชื้อชนิดนี้เรียกว่า COVID-19 ย่อมาจาก CO แทน corona
(ชนิดของไวรัสที่มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ หรือ Corona), VI แทน virus, D แทน disease และ 19 แทน 2019)
ตำแหน่งก่อโรค ระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก และระบบอื่น ๆ
อาการแสดง :
1. คล้ายหวัด เช่น ไข้ (หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป) ครั่นเนื้อครั่นตัว
2. ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล
3. บางรายอาจพบอาการ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ตาแดง ผื่น ท้องเสีย
4. บางรายอาการรุนแรง อาจพบปอดอักเสบร่วม พบอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก หายใจเร็ว
จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในระลอก 1 และ 2 มีอาการเด่น คือ ไข้ ไอ เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส แต่ในระลอกนี้พบว่ามีอาการเพิ่มเติม คือ อาการตาแดงนิดหน่อย น้ำมูกไหล บางรายไม่มีไข้ บางรายมีผื่นขึ้น ดังนั้น หากมีอาการตาแดง น้ำมูกไหล หรือมีผื่นขึ้น ขอให้ไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อให้คำแนะนำหรือตรวจสอบต่อไป และเป็นการลดความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคในวงกว้าง
ข้อมูลเพิ่มเติม :
1. เชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่จะถูกกำจัดโดยภูมิคุ้มกันของร่างกาย
2. ประมาณ 80% ของผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อยและสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องกินยาต้านไวรัส
การติดต่อ :
1. ฝอยละอองขนาดเล็กจากจมูกและลำคอ จากการไอ จาม การพูดคุย
2. การสัมผัสใกล้ชิด
- จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะรักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร
- ควรสวมหน้ากากตลอดเวลา
3. การสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนตามพื้นผิว โดยเฉพาะของสาธารณะ เช่น ลูกบิด ปุ่มลิฟต์ ราวจับ
- เลี่ยงการเอามือมาจับตา จมูก และปาก
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลถูมือ
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. เชื้อโควิด-19 จะอยู่บนทิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ได้นาน 3 ชั่วโมง
2. แผ่นไม้และเสื้อผ้าได้นาน 2 วัน
3. วัสดุที่มีพื้นผิวเรียบ เช่น แก้วและธนบัตรได้นาน 4 วัน
4. สแตนเลสและพลาสติกได้นาน 3-7 วัน
5. พื้นผิวชั้นนอกของหน้ากากทางการแพทย์ (Surgical Mask) ซึ่งเคลือบสารกันน้ำไว้ได้นาน 7 วัน
พื้นที่เสียง “3 Cs”
1. Closed spaces
2. crowded places
3. close-contact settings

ภาพจาก https://www.menshealthforum.org.uk/news/covid-advie-better-japanese
- สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ที่มีผลยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19
- เดินทางไป/มาจาก/อยู่อาศัย ในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 หรือพบการระบาด
- ไปสถานที่ชุมนุมชน/ สถานที่แออัด เช่น สถานบันเทิง ตลาดนัด โรงหนัง ขนส่งสาธารณะ สถานพยาบาล
กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ควรเข้ารับการวินิจฉัยจากสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด !!!
1. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่รุนแรง หรือมีโรคร่วมสำคัญ เช่น ผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ มะเร็ง ตับแข็ง ภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม)
2. อาการแสดงรุนแรง เช่น อ่อนเพลียมาก หายใจลำบาก ไข้สูง เจ็บหน้าอก เสียงหาย เคลื่อนไหวไม่ได้

การสวมหน้ากาก
1. จำไว้เสมอว่า ** การใช้หน้ากากเพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้ระดับการป้องกันที่เพียงพอได้ ยังคงต้องรักษาระยะห่าง 1 เมตรจากผู้อื่น ล้างมือบ่อย ๆ และไม่ควรจับด้านหน้าของหน้ากากขณะใส่อยู่
2. ควรเลือกใช้หน้ากากทางการแพทย์ (หรือหน้ากากอนามัย) หากต้องไปในพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ เพราะหน้ากากผ้าสามารถป้องกันการแพร่เชื้อจากผู้สวมใส่ไปยังผู้อื่น แต่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะป้องกันผู้ใส่จากการติดเชื้อไวรัสจากผู้อื่นด้วย
3. หากหน้ากากถูกปนเปื้อนจากมือสกปรกที่ไปจับ หรือการสัมผัสบ่อย ๆ หรือจากการนำหน้ากากไปคาดศีรษะ หรือคาง แล้วนำกลับไปใส่ปิดปากและจมูก อาจเพิ่มโอกาสในการปนเปื้อนเชื้อ
4. ใส่ให้กระชับกับใบหน้า ในปัจจุบันมีคำแนะนำให้สวมหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยเพื่อให้หน้ากากกระชับกับใบหน้ามากขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน
5. ผู้ใส่ควรเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสหน้ากากขณะสวมใส่อยู่
6. การถอดหน้ากาก
- ล้างมือทุกครั้งก่อนถอดหน้ากากด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือน้ำและสบู่
- ถอดโดย ดึงสายรัดจากหลังใบหู ไม่จับด้านหน้าของหน้ากาก
- ขณะถอดหน้ากากให้โน้มตัวไปข้างหน้า และดึงหน้ากากออกห่างจากใบหน้า
- หน้ากากทางการแพทย์เป็นแบบใช้ครั้งเดียว ควรทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิด
- ล้างมือทุกครั้งหลังจากถอดหน้ากาก
7. เปลี่ยนหน้ากากใหม่ทุกวัน หรือเปลี่ยนใหม่ระหว่างวัน หากหน้ากากสกปรก ชื้น หรือเปียกกรณีหน้ากากผ้าให้ซักตากแดดทุกวัน
8. หากมีอาการไอ หรือจาม ควรสวมหน้ากาก หากไม่ได้สวม หน้ากาก ควรไอหรือจามใส่กระดาษทิชชู ทิ้งกระดาษทิชชูทันที หรือนำข้อศอกมาปิดปาก และรีบล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่

การล้างมือ
1. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำเปล่าดีที่สุด โดยดำเนินการให้ครบทั้ง 7 ขั้นตอน ตามรูปภาพด้านล่าง
2. แอลกอฮอล์เจลต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่า 70 % โดยปริมาตร เพื่อฆ่าเชื้อโรค
3. ลูบให้ทั่วฝ่ามือและนิ้วมือ ทิ้งไว้ 20-30 วินาที จนแอลกอฮอล์แห้ง หากใช้แล้วไม่รอให้แห้งไปหยิบจับสิ่งต่าง ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพลดน้อยลง
4. หากรู้สึกว่าผิวแห้งสามารถใช้ครีมบำรุงผิวร่วมได้
5. ไม่ควรใช้เจลล้างมือในบริเวณที่มีแผลหรืออักเสบ รวมไปถึงบริเวณผิวที่บอบบาง เช่น ผิวรอบดวงตา เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคือง
6. ระมัดระวังการเก็บหรือการใช้ อย่าวางเจลใกล้ความร้อนหรือเปลวไฟ เพราะแอลกอฮอล์ติดไฟได้

เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร
1. เว้นการไปที่ทำงาน หรือโรงเรียน หากมีอาการหวัด
2. หลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือการระบายอากาศไม่ดี เช่น ไปสังสรรค์กินเหล้า กินข้าวกับเพื่อนฝูง เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการรวมกลุ่มอยู่ใกล้ชิดเป็นเวลานาน บางช่วงเวลามีการพูดคุยกันโดยไม่ใส่หน้ากาก อาการมึนเมา เพิ่มโอกาสที่จะพูดคุยหัวเราะกันเสียงดัง ละอองฝอยจากน้ำลายจะถูกแพร่กระจายไปได้บ่อยขึ้นในระหว่างการสนทนา


ภาพจาก : How dry air affects our airway defence system (condair.co.uk)
ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ประกอบด้วย จมูก โพรงจมูก คอหอย สายเสียง กล่องเสียง
หน้าที่หลัก : เป็นทางผ่านของอากาศเข้าสู่ปอด (ด่านแรกในการกรองอากาศก่อนเข้าสู่ปอด)
โรคของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ
ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ประกอบด้วย หลอดลม ถุงลม ปอด กะบังลม
หน้าที่หลัก : แลกเปลี่ยนก๊าซ
โรคของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ

ภาพจาก : How dry air affects our airway defence system (condair.co.uk)
กลไกป้องกันเชื้อโรค/สิ่งแปลกปลอมด่านแรกของร่างกายบริเวณทางเดินหายใจตั้งแต่จมูกจนถึงหลอดลม จะมีเซลล์โบกพัดคล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ ที่มีเมือกปกคลุม (Mucus-covered cilia) พัดพาเอาสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อไวรัส/เชื้อแบคทีเรียขึ้นสู่ด้านบนเพื่อขับออกในลักษณะคล้ายคลื่น (Mucociliary clearance)
หมายเหตุ : การดื่มน้ำสะอาด (ควรหลีกเลี่ยงน้ำเย็น) อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หากไม่มีข้อจำกัดทางการแพทย์ ช่วยคงสภาพการทำหน้าที่ของเยื่อบุเมือก ซึ่งเป็นด่านแรกในการดักจับเชื้อโรค


อากาศ อากาศที่บริสุทธิ์ คือ อาหารชั้นดีของปอด ที่จะหล่อเลี้ยงปอดและอวัยวะทั่วร่างกาย
1. ส่งเสริมกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกายผ่านการหายใจออก
2. บุหรี่ คือ ยาพิษของปอด ควรเลิกสูบบุหรี่ หรือเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่มือสอง
3. จัดที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก
4. หมั่นออกมารับแสงแดดอ่อนยามเช้า วันละ 10-15 นาที ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์ไขมันใต้ผิวเป็นวิตามินดี ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงกระดูก และลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า

5. ระบบน้ำเหลือง เป็นระบบหนึ่งของภูมิคุ้มกันในการกำจัดเชื้อโรคที่ได้รับจากอากาศและของเสียออกจากร่างกายทุกวัน โดยมีต่อมน้ำเหลือง (lymph node) เป็นศูนย์กลางที่ประกอบด้วยเม็ดเลือดขาวจำนวนมากคอยดักจับสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด "น้ำเหลือง" เป็นของเหลวที่ซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาอยู่ระหว่างเซลล์หรือรอบ ๆ เซลล์ ระบบน้ำเหลืองไม่มีปั๊มหัวใจแบบระบบเลือด การไหลเวียนของน้ำเหลืองอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย และการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ
** สิ่งที่ช่วยให้การทำงานของระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดีขึ้น
1. การฝึกหายใจเข้า-ออก ลึก ๆ
2. การออกกำลังกาย
3. การนวด/ขัดผิว
4. การดื่มน้ำที่เพียงพอ
อาหาร
1. รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม น้ำซุป
2. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ไม่เร่งรีบในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักของร่างกายในการย่อยอาหาร ให้โอกาสร่างกายได้จัดการฟื้นฟูความเจ็บป่วยให้ดีขึ้น
3. เน้นสมุนไพรเสริมเข้าไปในมื้ออาหารเพื่อช่วยย่อยอาหารให้สมบูรณ์ หรือมีส่วนช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เช่น ขิง กระเทียม พริก พริกไทย หัวหอม

4. หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ให้คุณค่าทางอาหารน้อย และทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานไม่ดี เช่น อาหารกระป๋อง อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวสูง นอกจากอาหารแล้ว การดื่มน้ำสะอาด (ควรหลีกเสี่ยงน้ำเย็น) อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หากไม่มีข้อจำกัดทางการแพทย์ จะช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบน้ำเหลืองในการกำจัดของเสียและเชื้อโรคให้ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยคงสภาพการทำหน้าที่ของเยื่อบุเมือก ซึ่งเป็นด่านแรกในการดักจับเชื้อโรค

อารมณ์
1. ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เนื่องจากระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มขึ้น จะลดการผลิตเม็ดเลือดขาว
2. ความเครียดเรื้อรัง ส่งผลให้ร่างกายใช้วิตามินบีและซีเพิ่มขึ้น
3. ความเครียด ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร เนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติกจะทำงานเพิ่มขึ้น เลือดจะไหลเวียนมาที่ทางเดินอาหารลดลง ทางเดินอาหารบีบตัวลดลง การหลั่งเอนไซม์ย่อยอาหารลดลง ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมา เช่น ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จะช่วยดูแลฟื้นฟูร่างกาย การหมักของอาหารในลำไส้จากการย่อยไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดของเสีย ส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยตามมาได้

ดังนั้น ควรปรับอารมณ์และจิตใจให้ผ่อนคลายตามวิธีที่ตนเองสนใจ เช่น นั่งสมาธิ ฝึกสติ ออกกำลังกาย ปลูกต้นไม้ ฟังเพลง อ่านหนังสือ
การนอนหลับ
1. ระบบภูมิคุ้มกันจะได้รับผลกระทบ หากการใช้ชีวิตตามนาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythm) ผิดธรรมชาติไป
2. การนอนดึก นอนน้อย หลับไม่สนิท ส่งผลเสียต่อภูมิคุ้มกันอย่างมาก เพิ่มโอกาสติดเชื้อและเป็นหวัด
3. มีงานวิจัยพบว่าการอดนอนมีผลทำให้ซลล์เม็ดเลือดขาวอย่างเซลล์เพชฌฆาต หรือ natural killer cell และเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T helper cell มีจำนวนลดลงและเพิ่มการอักเสบในร่างกาย
4. การนอนหลับที่เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง ในสัปดาห์ก่อนรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ช่วยให้ร่างกายสร้างสารภูมิต้านทานได้ดีกว่าผู้ที่อดนอน
5. หากร่างกายเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด ระบบภูมิคุ้มกันจะกระตุ้นให้ร่างกายอยากพักอยากนอน เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นตัวจากความเจ็บป่วย

สมุนไพร
บางครั้งแม้ว่าเราจะดูแลร่างกายอย่างดีเราก็ยังคงมีโอกาสเจ็บป่วยได้ การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนอย่างหวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย สมุนไพรมีบทบาทช่วยส่งเสริมสุขภาพในหลายด้าน เช่น
- ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน/ปรับภูมิคุ้มกัน
- บำรุงปอด
- บรรเทาอาการหวัด เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก
- ช่วยขับของเสีย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ
- ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ/เซลล์
- ต้านไวรัส

- ในช่วงแรกของการระบาดของโควิด-19 ประเทศทางตะวันตกมีแพทย์หรือนักธรรมชาติบำบัดออกมาให้คำแนะนำให้ประชาชนด้วยแนวคิดการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะดูสุขภาพตนเองได้เบื้องต้น ในคู่มือฉบับนี้จึงได้นำแนวคิดดังกล่าวมาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ประชาชนใช้สมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
- อาการแสดงของหวัด เช่น ไข้ ไอ เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายเพื่อกำจัดเชื้อ อุณหภูมิร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นช่วยทำให้สภาพแวดล้อมของร่างกายไม่เอื้อต่อการอยู่รอดของเชื้อ การเป็นหวัดระยะแรก เชื้อไวรัสยังไม่ลงลึกถึงตัวปอด ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อให้ออกจากร่างกายได้โดยง่าย การใช้รับประทานสมุนไพรที่ช่วยขับเหงื่อจะช่วยลดไข้และช่วยส่งเสริมกลไกของร่างกายในการขับเชื้อโรคให้ออกจากร่างกาย นอกจากการใช้ยาสมุนไพรแล้ว การสูดรมยาสุม (รมไอน้ำ) ผ่านจมูกเป็นวิธีที่ออกฤทธิ์โดยตรงและทันทีกับระบบทางเดินหายใจ รวมถึงการดื่มน้ำอุ่นอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หากไม่มีข้อจำกัดทางการแพทย์ ช่วยให้เอาชนะความป่วยได้
- อย่างไรก็ตามหากเกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นภาวะร้ายแรงที่เกิดการลงลึกของเชื้อ การรักษาจะยากขึ้น ในภาวะปอดอักเสบจะมีการสร้างน้ำและเมือกเพิ่มขึ้นบริเวณถุงลมและไหลเข้าสู่หลอดลมฝอย ทำให้มีการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง และมีการขจัดเชื้อโรคออกไปยังต่อมน้ำเหลืองและกระแสโลหิต เพื่อขจัดออกจากร่างกาย เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงมารวมกันบริเวณที่มีการอักเสบมากขึ้น ทำให้บริเวณถุงลมแคบลง น้ำและเมือกที่ติดเชื้อจะแพร่กระจายไปยังปอดส่วนอื่น ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ ไอ และอาจมีเสมหะร่วมด้วย หายใจลำบาก หากไม่ได้รับการแก้ไข อาจทำให้เนื้อเยื่อปอดเสียหายรุนแรงถาวร เป็นภาวะที่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ไม่สามารถใช้สมุนไพรรักษาได้
ที่มาของข้อมูล : คู่มือการดูแลสุขภาพสำหรับประชาชน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร (หน้า 2-10)
ลิงค์เพื่อแชร์ >> https://bit.ly/3wCcscB
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ








