
ความซื่อสัตย์สร้างได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในวัยเตรียมอนุบาล
ความซื่อสัตย์ไม่ได้เป็นลักษณะที่ติดตัวทารก มาแต่กำเนิดแต่เป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ทางสังคม
การที่บุคคลจะรู้สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งใดควรประพฤติ หรือไม่นั้นเกิดจากการอบรมเลี้ยงดูและการเลียนแบบ
พฤติกรรม ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา จริยธรรมของเด็ก ซึ่งการปลูกฝังและการเสริมสร้าง
ความซื่อสัตย์ให้แก่สมาชิกในสังคมควรเริ่มปลูกฝังให้แก่ เด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพราะเด็กมีพัฒนาการทั้งทาง
ร่างกายอารมณ์ สังคม และสติปัญญาเป็นไป อย่างรวดเร็วและเด็กปฐมวัยมีธรรมชาติการเรียนรู้ที่
กำลังเริ่มต้นพัฒนาทักษะการคิดในเชิงนามธรรม เช่น การกระทำที่ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดีจึงนับได้ว่า
เป็นวัยที่สำคัญต่อการเริ่มต้นส่งเสริมคุณธรรมให้เกิด ขึ้นภายในจิตใจ อย่างไรก็ตามพบว่าเด็กในวัยนี้สามารถ
เรียนรู้ได้ดีจากการลงมือปฏิบัติเพราะจะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจต่อสิ่งที่ประจักษ์ด้วยตาตนเอง
แนวคิดการดำเนินชีวิตในสังคมนั้น ความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นเรื่องที่สำคัญและจำ เป็น ไม่ว่าจะซื่อสัตย์ต่อ
ตนเองหรือผู้อื่น ดังนั้นการที่เราจะมีความซื่อสัตย์สุจริต เราจะต้องปลูกฝังและสร้างจิตสำ นึกเกี่ยวกับความซื่อสัตย์
สุจริตอย่างถูกต้อง และให้เห็นโทษของการไม่ซื่อสัตย์ สุจริตว่าจะส่งผลต่อตนเองและสังคมอย่างไรบ้าง
การส่งเสริมความซื่อสัตย์ให้แก่เด็กปฐมวัย นั้นควรกระทำ อย่างค่อยเป็นค่อยไปและกระทำ อย่างต่อเนื่องจึงจะเกิด
การซึมซับสู่จิตใจของเด็กและบังเกิดผลดีในระยะยาว โดยเริ่มจากการให้เด็กได้เห็นแบบอย่างที่ดีจากบุคคล
ที่ใกล้ ชิดกับ เด็ก แล ะ แบบอย่างในรูป แบบต่าง ๆ เช่น นิทาน ข่าว การเล่าเรื่องประกอบภาพ บทบาท
สมมติเป็นต้น แล้วชวนเด็กพูดคุยถึงสิ่งที่ควรทำสิ่งที่ไม่ ควรทำ หรือมีผลอย่างไรถ้าทำหรือไม่ทำ ซึ่งจะเป็น
การกระตุ้นให้เด็กมีความสนใจในพฤติกรรมของตัวแบบ และเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามต่อไป
และต้องให้เด็กได้ฝึกฝนตนเอง เรียนรู้การควบคุมอารมณ์ ตลอดจนความรู้สึกของตนเอง รวมทั้งควรเน้นให้เด็กได้
เรียนรู้ผ่านการลงมือกระทำ และได้ใช้กระบวนการคิดใน สิ่งที่ตนเองกระทำ ซึ่งเมื่อเด็กมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งที่
เขาเรียนรู้ก็จะเกิดการจดจำ ได้ดียิ่งกว่าการท่องจำจากหนังสือ หรือคำบอกของผู้ใหญ่ และเมื่อเด็กได้เรียนรู้ใน
สิ่งที่ตนเองมีประสบการณ์ในมิติต่างๆ จากการตั้งคำถาม และการเชื่อมโยงของครูผู้สอน เด็กก็จะสามารถคิด
พิจารณาอย่างใคร่ครวญด้วยตนเองได้ว่า เขาสามารถนำ การเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ในวิถีชีวิตประจำ วันได้อย่างไรบ้าง
ซึ่งเด็กจะสามารถพัฒนาทักษะการคิดการตัดสินใจ ตลอดจนการกระทำและการปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ที่จะก่อให้
เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้ในที่สุด ประกอบกับให้เด็กได้ทำ กิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นการส่งเสริม
ทักษะทางสังคมให้แก่เด็ก ซึ่งเด็กจะได้มีการปฏิสัมพันธ์ ร่วมกับผู้อื่น ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกัน รู้จักรับผิดชอบในงานที่ตนเองได้รับมอบหมายให้สำเร็จ เคารพสิทธิของผู้อื่น ดูแลรักษาทรัพย์
สมบัติของส่วนรวมและปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันได้ ซึ่งการส่งเสริมลักษณะนิสัยพื้นฐานดังกล่าวนี้จะนำ ไปสู่
พฤติกรรมความซื่อสัตย์ต่อไป
คุณลักษณะของผู้ที่มีความซื่อสัตย์ คือ
1. ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อหน้าที่ ต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลา
2. ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม
3. รู้หน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง
4. ไม่นำของผู้อื่นมาเป็นของตน
สังคมในวันนี้ความซื่อสัตย์ได้กลับกลายเป็นเรื่อง เล็กน้อย เมื่อคนส่วนใหญ่ละเลยด้วยจิตสำนึกผิดชอบ
ที่คิดว่าเป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้โดยง่าย แต่ในความจริงแล้ว ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องท้าทายใจอยู่ทุกขณะจิต
เราต้องตัดสินใจที่ตอบรับ หรือปฏิเสธว่าเราจะยังเดินอยู่ ในกรอบแห่งความถูกต้องหรือไม่ ความซื่อสัตย์ที่แท้จริง
ยังเป็นเรื่องที่ต้องวัดได้ในขณะที่ยังไม่มีใครควบคุม ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครมาคอยบังคับอีกด้วย
ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่มาจากใจจริง ความซื่อสัตย์ ในสังคมจัดเป็นปัญหาระดับชาติที่เริ่มตั้งแต่ตัวบุคคล
สังคม และประเทศชาติภัยร้ายของความไม่ซื่อสัตย์ ในสังคมมีมูลเหตุจากค่านิยมในการวัดความสำเร็จจาก
ความมั่งคั่งแห่งอำนาจเงินและวัตถุก่อให้เกิดพฤติกรรม การดำเนินชีวิตในลักษณะกอบโกย ฉ้อฉล คดโกง
ใช้อิทธิพลขู่บังคับแลกกับความมั่งคั่งให้มากและรวดเร็ว ที่สุดการดำเนินชีวิตที่ไม่ซื่อสัตย์จะกลายเป็นความน่า
เศร้าในระยะต่อไป บุคคลเหล่านี้อาจจะไม่รู้ว่าตนเอง
ได้ยึดความล้มเหลวที่ถูกปิดซ่อนมองไม่เห็นไว้ด้วยความหลงผิด เพราะแท้จริงแล้วมัน คือ ความล้มเหลวที่
เปรียบเสมือนระเบิดเวลาแห่งความหวาดกลัวที่เกรงว่าคนจะจับได้เป็นเหมือนหนามเล็ก ๆ ที่คอยทิ่มแทงใจ
การตั้งมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์เป็นเรื่องของความจำเป็น ไม่มีใครปรารถนาอยู่ในสังคมที่ปราศจากความซื่อสัตย์
เพราะจะต้องอยู่อย่างหวาดระแวง และไม่มีความสุข เราต่างก็ปรารถนาความจริงใจจากกันและกันทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์จากครอบครัว ชุมชน หรือสังคม หากเราเป็นผู้หนึ่งที่มีความมุ่งหมายในเป้าชีวิตสู่ความ
สำเร็จที่ยั่งยืน เราต้องปฏิเสธการดำเนินชีวิตที่เห็นเพียง แต่ผลประโยชน์ระยะสั้นเฉกเช่นเดียวกับคนที่ดำเนินชีวิต
คดโกงอื่น ๆ ที่มีอยู่ในสังคม เราจำเป็นต้องยึดมั่นอยู่ใน ความซื่อสัตย์ และพัฒนาจิตสำนึกภายในให้มั่นคง
โดยยึดหลักแห่งการตัดสินใจที่จะเลือกความซื่อสัตย์อย่างแท้จริง
ผลการสำรวจเรื่อง “สถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย” โดย นิด้าโพล เมื่อเดือนสิงหาคม 2559
พบว่า สถานการณ์ปัญหาที่มีความรุนแรงในสังคมไทยที่วิกฤตมากที่สุด ร้อยละ 20.73 คือ ปัญหาความซื่อสัตย์
สุจริต การทุจริตคอร์รัปชั่น จากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ทุกคนต่างตระหนักและรู้ดีว่าความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญ
ดังนั้น จึงต้องเร่งปลูกฝังให้เด็ก ๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติมีความซื่อสัตย์โดยสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ที่บ้าน เพราะหาก
ปล่อยให้ลูกซึมซับข่าวคราวหรือเรื่องราวของการทุจริตต่าง ๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำ หรือปลูกฝังสิ่งที่ควรทำอาจทำให้
ลูกคิดว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำกัน แถมยังได้ผลประโยชน์มากมาย ซึ่งความจริงแล้วเป็นสิ่งตรงกันข้าม
ที่มา : จุลสารเพื่อนอนุบาล ฉบับที่ 3 ปี 2563 (หน้า 5-7)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ







