สอนลูกอย่างไรให้เด็กรู้จักอดทนได้และรอคอยเป็น

ในปัจจุบันโลกพัฒนามากขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาอย่างง่ายดาย ทำให้เด็กไทยหลายคนกําลังมีปัญหาเรื่องความอดทน
เด็กที่ขาดความอดทน ไม่รู้จักรอคอย ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง เคยชินกับการที่อยากได้อะไรต้องได้ทันที มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์เวลาครูหรือพ่อแม่มอบหมายงานให้ทำก็ไม่สามารถอดทนทำให้สำเร็จได้ส่วนใหญ่ มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูที่ตามใจมากจนเกินไป หรือขัดใจมากจนเกินไป ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ต้องการจะเอาชนะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง บางคนก็ร้องอาละวาดเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม คุณพ่อคุณแม่จึงควรฝึกให้ลูกรู้จักการรอคอยเพราะถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการเข้าสังคมของเด็กในอนาคต
ความอดทนกับการรอคอยดูเหมือนจะเป็นปฏิปักษ์กับเด็ก ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากหรือลําบากเกินไปในการฝึกพวกเขา ความอดทนรู้จักรอคอยนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญในการที่จะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จและมีความสำคัญมากกับสังคมยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยความรวดเร็ว สื่อต่างๆ ในตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเร่งเร้าให้เด็กๆ ใจร้อนขาดความอดทนในการรอคอยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่สภาพสังคมเป็นปัจจัยแวดล้อมเร่งเร้า ทำให้เรายิ่งต้องตระหนักและใส่ใจในการดูแลลูกของเราให้รู้จักอดทน เพราะต่อไปภายหน้าความฉลาดอาจจะไม่ใช่สิ่งชี้วัดความสำเร็จอีกต่อไปเนื่องจากทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ไม่ต่างกัน เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ความอดทน รู้จักรอ รู้จักเวลาที่สมควรต่างหากที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ เรื่องนี้ได้มีการทดสอบแล้ว เรียกว่า The Marshmallow Test ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ซึ่งเป็นการทดสอบเด็กระดับอนุบาล โดยทิ้งให้พวกเขาอยู่กับขนมมาร์ชเมลโล่เพียงลําพังเด็กๆ สามารถหยิบขนมกินได้ถ้าต้องการ แต่ถ้าหากเด็กๆ สามารถอดทนรอนักวิจัยได้พวกเขาจะได้รับขนมเพิ่มขึ้น
ผลการวิจัยระบุออกมาว่าเด็กที่อดทนได้เมื่อโตขึ้นจะปรับตัวและเข้าสังคมได้ดีกว่า และไม่เพียงแค่นั้น การที่เด็สามารถควบคุมตัวเองและอดทนรอได้ทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีกว่าด้วย
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องหันมาเสริมสร้างทักษะความอดทนและรู้จักรอคอยให้ลูก แล้วจะทำอย่างไรดีหลายคนเริ่มต้นด้วยความสงสัย สิ่งแรกที่ต้องทำและ มีความสำคัญยิ่งกว่าข้อใดๆ ทั้งหมดนั่นก็คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เด็กสามารถเรียนรู้ความอดทนได้ดีที่สุดจากพ่อแม่ ซึ่งความอดทนในการรอคอยนี้ไม่ใช่แค่ทำแบบผิวเผิน แต่ต้องทำให้ดูในชีวิตประจำวันด้วย ตัวอย่างง่ายๆ ลองดูนะคะ......
“เวลาคุณพ่อคุณแม่ขับรถ ขับอย่างไร
ปาดซ้ายขวาเวลารถติด บ่น ทำท่าทางโมโห เครียด ตะคอก หรือหงุดหงิดไหม”
“เวลาต้องรอคิวนานๆ คุณพ่อคุณแม่ทำตัวอย่างไร ยืนรออย่างอดทน หรือหงุดหงิดโวยวาย”
“เวลาลูกทำให้โมโห คุณพ่อคุณแม่ตอบสนองเขาอย่างไร ดุ ตะคอกโมโหใส่ทันทีหรือมีท่าทีสงบเย็น”
เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการหล่อหลอมและสร้างต้นแบบให้ลูกทั้งสิ้น หากคุณพ่อคุณแม่ตอบสนองต่อ
สถานการณ์ด้วยความอดทนและใจเย็น ลูกก็จะเรียนรู้ที่จะอดทนและจะเป็นการอดทนที่สงบ ไม่ร้อนรน และไม่รู้สึกว่า
ความอดทนคือความทุกข์ใจ ตรงนี้แหละกุญแจสำคัญ เพราะการจะให้เด็กเรียนรู้ที่จะอดทนเป็นสิ่งที่ดีแต่เด็กต้องเรียนรู้
ที่จะอยู่กับความอดทนอย่างใจเย็นและไม่ทุกข์ใจด้วย
สิ่งต่อมาที่ต้องทำหลังจากเป็นต้นแบบนั่นก็คือ การสอนและฝึก สอนถึงเหตุผลว่าทำไมเราต้องอดทน สอนให้
นึกถึงผลที่ตามมาทั้งในแง่ลบและแง่บวก สอนให้นึกถึงจิตใจคนอื่น ซึ่งการสอนนี้ไม่ใช่การพร่ำบ่น หรือการพูดมาก
แต่เป็นการแสดงให้เห็นและฝึกไปตามสถานการณ์
ยกตัวอย่างเช่น ลูกปวดฉี่ เราต้องพาลูกไปต่อคิวเข้าห้องน้ำ แม้เขาจะร่ำร้อง งอแง อย่าคิดแค่ว่าเด็กแค่นี้จะ
อะไรนักหนา แล้วขอแซงคิวคนอื่น ๆ เพราะจะทำให้เด็กเคยชินกับการได้รับอภิสิทธิ์และเขาจะสามารถหาเหตุผลมาทำ
ผิดกฎ ผิดระเบียบได้เสมอๆ
หรือการตอบสนองของพ่อแม่เมื่อลูกโวยวาย โมโห ไม่ได้ดังใจเวลาที่เขาไม่สามารถอดทนรอได้เราก็ต้องตอบ
สนองด้วยท่าทีที่สงบ มั่นคง เยือกเย็น และยึดมั่นในคำพูด เช่น บอกว่าจะได้ของเล่นเมื่อกินข้าวเสร็จ ก็จะได้เมื่อกินข้าว
เสร็จเท่านั้น เพราะเด็กจะตอบสนองผู้ใหญ่ด้วยการโวยวายมากขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่ปรี๊ดแตกจนต้องตีลูก ก็มักจะลงเอย
ด้วยการยอมลูกในที่สุด ซึ่งวิธีไหนก็ไม่เป็นผลดีทั้งนั้น
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องอดทนต่อน้ำตาของลูก รวมไปถึงอดทนต่อสถานการณ์รอบข้างที่จะเกิดขึ้นเวลาลูก
กรีดร้องด้วย และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้สัญญาอะไรไว้ก็ต้องทำตามด้วยเช่นกัน
มาถึงข้อสุดท้ายนั่นก็คือ คําชมหรือรางวัล เราทุกคนต้องการกําลังใจ กําลังใจนี้มาได้ในหลากหลายรูปแบบ
เด็กๆ ก็เช่นกัน เมื่อเขาสามารถอดทนต่อสิ่งที่เขาปรารถนาหรือไม่ปรารถนาได้สิ่งที่พ่อแม่ควรทำที่สุด คือ ให้คําชม
กอด เล่นกับลูก ยิ้ม หรือบอกเขาว่าคุณพ่อคุณแม่มีความสุข และชื่นชมที่เขาอดทน และเมื่อเขาทำได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ
ก็อาจจะมอบสิ่งของที่เขาอยากได้ให้เป็นรางวัล ซึ่งของรางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นของที่มีค่ามาก รางวัลอาจจะเป็นเพียง
การได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างสนุกสนานในครอบครัว เท่านี้ลูกก็สุขใจมากแล้ว และเขาจะได้เรียนรู้ว่า ความอดทนให้ผล
ตอบแทนที่หอมหวานเสมอ
ที่มา : จุลสารเพื่อนอนุบาล ฉบับที่ 5 ปี 2563 (หน้า 4-6)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ







